อวัยวะสำหรับดมกลิ่น

| | Comments (3)

ตอนเด็กๆ ผมมักมีเลือดกำเดาออกอยู่เสมอ พ่อผมก็เอาตำรายาจีนมาดู พบว่าต้องกินสมองหมูต้มจึงจะหาย ตอนเด็กๆ เลยถูกบังคับกินพวกยาจีนอยู่เป็นครั้งคราว ปรากฏว่าเจ้ายาจีนพวกนี้มีกลิ่นฉุนและขมมาก ไอ้รสขมไม่เท่าไหร่ เพราะหวานเป็นลม ขมเป็นยา ก็พอรับได้ แต่เจ้ากลิ่นนี้สิ ทำเอาสำลักและอาเจียรอยู่หลายหน พ่อต้องบอกว่าให้หลับหูหลับตากินไป เอามือบีบจมูกบ้างไม่ให้กลิ่นแรง ก็กินอยู่ครั้งสองครั้งก็สามารถกินได้โดยไม่ต้องบีบจมูก เดี๋ยวนี้นิสัยแบบนั้นก็ยังติดอยู่ คือกินซุปไก่สกัดหรืออะไรที่คาวๆ ก็สามารถกลืนลงไปได้โดยไม่พะอืดพะอม

ทีนี้พอต้องชิมกาแฟ ก็พอเอามาปรับใช้ได้บ้างตอนอยู่โรงงานคั่วกาแฟ ทีนี้พอเจอของที่กลิ่นอลังการหน่อยบางทีก็เผลอติดนิสัยเก่าๆ  เลยไปค้นดูว่าในส่วนประกอบสำหรับดมกลิ่นนี่มันมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง และที่นิสัยเก่าๆ ที่ติดนี่มันเกิดจากตรงไหน เลยลอง google ดู

พบว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับระบบหายใจอยู่ในเน็ตเป็นภาษาไทย เลยขอจับความมาให้อ่านกันครับ ถ้าผมเข้าใจผิดก็รบกวนคุณหมอหรือผู้รู้ทุกท่านช่วยแก้ไขด้วยครับ

Illu01_head_neck.jpg
ส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการดมกลิ่นคือ Nasal Cavity (โพรงจมูก) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน สองส่วนแรกเรียกว่า Vestibular และ Respiratory มีหน้าที่ดักจับหรือกรองฝุ่นละอองขนาดใหญ่จากลมหายใจ ทำให้อากาศชุ่มชื้น กรองอากาศ และปรับอุณหภูมิ เรียกได้ว่าเป็นเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กที่สุด แต่ทำงานหนักที่สุด ส่วนที่สามเรียกว่า Olfactory จะมีเซลล์รับกลิ่นเป็นบริเวณกว้างอยู่ที่นี่

อีกส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ดมกลิ่นก็คือทาง Oral Cavity (ช่องปาก) โดยกลิ่นจะถูกพาเข้าไปในโพรงจมูกทาง Pharynx สังเกตดูเวลาชิมกาแฟจะมีการทำตาโต ขยับปากไปมา ก็เพื่อเปิดช่องนี้ให้กว้างขึ้น เพื่อให้กลิ่นเข้าไปในโพรงจมูกด้านบนได้ง่ายขึ้น ผมคิดว่าเวลาเจอสมองหมู สมองผมจะสั่งการให้ปิดช่องเชื่อมต่อนี้ เลยไม่ได้กลิ่นเท่าที่ควร

ลักษณะ cell รับกลิ่น (คุณหมอทั้งหลายโปรดอธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาด้วยครับ)
  • ผิว cell ขยายออกเป็น bulb เรียก “olfactory vesicle”
  • ผิว cell มี “olfactory hair” (cilia) รับกลิ่น nucleus กลมติดสีจางอยู่กลางหรือฐาน cell
  • ฐาน cell แคบและมี Cytoplasmic process (axon) ยื่นทะลุไปรวมกลุ่มในชั้น laminar propria แล้ว from เป็น Fila olfactoria โดยจะไป synapse กับสมองส่วน olfactory  bulb
  • lamina propria mucosae : Typical คือเป็น loose CNT. และมี serous gland เรียก olfactory gland / Bowman’s gland ซึ่งมี duct สั้นๆ เปิดเข้าสู่ผิวของ olfactory region
ส่วนความสามารถในการชิมนี่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับกายภาพด้วย คือผู้หญิงจะมีเซลล์รับกลิ่นรสมากกว่าผู้ชาย คนที่อายุมากขึ้นจำนวนเซลล์จะลดลง (อันนี้จำไม่ได้ว่าอ่านเจอจากไหน) อีกส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความตั้งใจ และการสังเกตครับ ถ้าอยู่ใกล้อะไรมาก เวลาเจอกลิ่นนั้นในกาแฟก็จะนึกออกได้ง่าย วันก่อนชิมกาแฟก็เจอตัวนึงกลิ่นคล้ายน้ำหล่อฮั้งก้วย แต่คนที่ไม่เคยดื่มหล่อฮั้งก้วยแต่เคยเจออย่างอื่นที่กลิ่นใกล้เคียงกัน ก็จะเรียกว่าเป็นกลิ่นนั้นๆ ไป

3 Comments

nicky said:

ตามหลักคนที่ตอบได้ดีที่สุดน่าจะเป็นหมอพร แต่สงสัยว่าคงจะไม่ได้เข้ามาดู เอาเป็นว่าหมอซังกะบ๊วย
ขอช่วยตอบแทน คือที่คุณบุ๊งถามน้นเป็นเรื่องระดับเซลล์(cytology)ที่อยู่ในชั้นผิวเมือชุ่มที่บุอยู่ใน
ทางเดินหายใจของเรา(mucosa) คือว่าจะมีต่อม(gland)ทำหน้าที่ขับของเหลวออกมาเพื่อละลาย
อนุภาคของกลื่นที่เราหายใจเข้าไป แล้วจะถูกตรวจจับโดยขน(hair)และส่งสญญานไปที่เส้นประสาท
แล้วส่งต่อเรื่อยๆไปยังต่อมรับกลิ่น(olfactory gland)ที่สมองเพื่อบอกให้เรารู้ว่ามีกลิ่นนั้นๆเข้า
มาในทางเดินหายใจของเรา ไม่รู้ว่าจะพอเข้าใจบ้างใหม ผมเองเขียนเองยังไม่ค่อยจะเข้าใจเลย

Suksit said:

ขอบคุณครับ พี่พินิจ อธิบายแล้วเข้าใจมากขึ้นครับ
สรุปแล้วกลิ่นถูกแปลเป็นกระแสไฟฟ้า ไปที่สมองของเรา ใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นเราก็สามารถทำเครื่องดมกลิ่นได้สินะครับ

porn said:

พี่บุ๊งครับ รายละเอียดที่เขียนเรื่องcell รับกลิ่นผมก็ไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยว่ายังไง เพราะมันไม่มีคำแปลจริง ๆ ต้องดูรูปประกอบแล้วอธิบายกันต่อหน้าถึงจะเข้าใจ
สรุปง่าย ๆ ละกันครับ
กลิ่นต่าง ๆ ที่เข้ามาทางจมูกจะถูกรับรู้จากcell รับกลิ่นที่อยู่ด้านบนของโพรงจมูก
โดยที่โพรงจมูกคนเรามันจะไม่ได้โล่ง ๆ เหมือนในภาพนะครับ ลองส่องดูจมูกของคนอื่นก็ได้ครับ จะเห็นว่ามันมีลักษณะเป็นครีบ ทำให้รีดอากาศหรือกลิ่นที่เข้ามาให้ไปยังตัวรับกลิ่นที่อยู่ด้านบน
ซึ่งกลิ่นที่เรารู้สึกจริง ๆ มันก็คือparticle หรือชิ้นส่วนเล็ก ๆ พอมันไปจับกับตัวรับกลิ่นปุ๊บ มันก็เกิดสัญญาณทางไฟฟ้าขึ้นมาวิ่งไปตามเส้นประสาทเล็กๆผ่านฐานกะโหลกที่เราเรียกว่า cribiform plate ซึ่งจะมีรูเล็ก ๆ ให้เส้นประสาทวิ่งผ่านได้แล้วมันจะไปรวมตัวกันเป็นolfactory bulb ซึ่งถ้ามองจากตาเปล่าก็จะเป็นเป็นส่วนของเส้นประสาทที่อ้วนพองขึ้นมา หลังจากนั้นมันก็จะเข้าไปสู่สมองส่วนที่เรียกว่าlimbic system ซึ่งนอกจากจะแปลผลให้เรารู้ว่ามันคือกลิ่นอะไรแล้ว มันยังไปเชื่อมโยงกับสมองส่วนความจำ ทำให้เราระลึกถึงสิ่งนั้น ๆ ได้ และยังไปยุ่งกับสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย(เป็นเหตุผลของน้ำหอมที่ต้องมีกลิ่นต่าง ๆ ไงครับ บางกลิ่นมันช่วยกระตุ้นหรือผ่อนคลายอารมณ์ได้)
จริง ๆ แล้วอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับกลิ่นในมนุษย์ถือว่าเป็นสมองส่วนที่เก่าแก่มาก เพียงแต่ปัจจุบันมนุษย์เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้การรับกลิ่นในการเอาชีวิตรอดเหมือนสมัยโบราณ ความสามารถด้านนี้เลยดูเหมือนจะไม่จำเป็นมากเท่าไหร่
ส่วนพี่บุ๊งครับ เครื่องดมกลิ่นสามารถทำได้ครับ เพียงแต่อย่างที่เขียนคือมันไม่สำคัญเท่าไหร่ ดังนั้นเทคโนโลยี่ปัจจุบันจะมุ่งไปที่ด้านการมองเห็นและได้ยินมากกว่า เช่นการสร้างจอประสาทตาเทียม หรือตัวรับเสียงสำหรับคนตาบอดและหูหนวก ก็ใช้หลักการเดียวกันครับคือสัญญาณทุกอย่างในร่างกายเราเป็นการนำด้วยกระแสประสาท ซึ่งเป็นกระแสไฟฟ้าชนิดหนึ่ง หรือการรับรู้ต่าง ๆ ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง ล้วนจะต้องเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าทั้งสิ้นเพื่อจะไปแปลความหมายในสมองครับ
พอจะเข้าใจมากขึ้นมั้ยครับ แหะๆ

Leave a comment

About this Entry

This page contains a single entry by Suksit published on January 8, 2008 9:43 AM.

เศษซากจากการคั่ว was the previous entry in this blog.

สมการเอสเพรสโซ is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index or look in the archives to find all content.

Powered by Movable Type 4.12