อวัยวะสำหรับดมกลิ่น
ตอนเด็กๆ ผมมักมีเลือดกำเดาออกอยู่เสมอ พ่อผมก็เอาตำรายาจีนมาดู พบว่าต้องกินสมองหมูต้มจึงจะหาย ตอนเด็กๆ เลยถูกบังคับกินพวกยาจีนอยู่เป็นครั้งคราว ปรากฏว่าเจ้ายาจีนพวกนี้มีกลิ่นฉุนและขมมาก ไอ้รสขมไม่เท่าไหร่ เพราะหวานเป็นลม ขมเป็นยา ก็พอรับได้ แต่เจ้ากลิ่นนี้สิ ทำเอาสำลักและอาเจียรอยู่หลายหน พ่อต้องบอกว่าให้หลับหูหลับตากินไป เอามือบีบจมูกบ้างไม่ให้กลิ่นแรง ก็กินอยู่ครั้งสองครั้งก็สามารถกินได้โดยไม่ต้องบีบจมูก เดี๋ยวนี้นิสัยแบบนั้นก็ยังติดอยู่ คือกินซุปไก่สกัดหรืออะไรที่คาวๆ ก็สามารถกลืนลงไปได้โดยไม่พะอืดพะอม
ทีนี้พอต้องชิมกาแฟ ก็พอเอามาปรับใช้ได้บ้างตอนอยู่โรงงานคั่วกาแฟ ทีนี้พอเจอของที่กลิ่นอลังการหน่อยบางทีก็เผลอติดนิสัยเก่าๆ เลยไปค้นดูว่าในส่วนประกอบสำหรับดมกลิ่นนี่มันมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง และที่นิสัยเก่าๆ ที่ติดนี่มันเกิดจากตรงไหน เลยลอง google ดู

อีกส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ดมกลิ่นก็คือทาง Oral Cavity (ช่องปาก) โดยกลิ่นจะถูกพาเข้าไปในโพรงจมูกทาง Pharynx สังเกตดูเวลาชิมกาแฟจะมีการทำตาโต ขยับปากไปมา ก็เพื่อเปิดช่องนี้ให้กว้างขึ้น เพื่อให้กลิ่นเข้าไปในโพรงจมูกด้านบนได้ง่ายขึ้น ผมคิดว่าเวลาเจอสมองหมู สมองผมจะสั่งการให้ปิดช่องเชื่อมต่อนี้ เลยไม่ได้กลิ่นเท่าที่ควร
ลักษณะ cell รับกลิ่น (คุณหมอทั้งหลายโปรดอธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาด้วยครับ)
- ผิว cell ขยายออกเป็น bulb เรียก “olfactory vesicle”
- ผิว cell มี “olfactory hair” (cilia) รับกลิ่น nucleus กลมติดสีจางอยู่กลางหรือฐาน cell
- ฐาน cell แคบและมี Cytoplasmic process (axon) ยื่นทะลุไปรวมกลุ่มในชั้น laminar propria แล้ว from เป็น Fila olfactoria โดยจะไป synapse กับสมองส่วน olfactory bulb
- lamina propria mucosae : Typical คือเป็น loose CNT. และมี serous gland เรียก olfactory gland / Bowman’s gland ซึ่งมี duct สั้นๆ เปิดเข้าสู่ผิวของ olfactory region





ตามหลักคนที่ตอบได้ดีที่สุดน่าจะเป็นหมอพร แต่สงสัยว่าคงจะไม่ได้เข้ามาดู เอาเป็นว่าหมอซังกะบ๊วย
ขอช่วยตอบแทน คือที่คุณบุ๊งถามน้นเป็นเรื่องระดับเซลล์(cytology)ที่อยู่ในชั้นผิวเมือชุ่มที่บุอยู่ใน
ทางเดินหายใจของเรา(mucosa) คือว่าจะมีต่อม(gland)ทำหน้าที่ขับของเหลวออกมาเพื่อละลาย
อนุภาคของกลื่นที่เราหายใจเข้าไป แล้วจะถูกตรวจจับโดยขน(hair)และส่งสญญานไปที่เส้นประสาท
แล้วส่งต่อเรื่อยๆไปยังต่อมรับกลิ่น(olfactory gland)ที่สมองเพื่อบอกให้เรารู้ว่ามีกลิ่นนั้นๆเข้า
มาในทางเดินหายใจของเรา ไม่รู้ว่าจะพอเข้าใจบ้างใหม ผมเองเขียนเองยังไม่ค่อยจะเข้าใจเลย
ขอบคุณครับ พี่พินิจ อธิบายแล้วเข้าใจมากขึ้นครับ
สรุปแล้วกลิ่นถูกแปลเป็นกระแสไฟฟ้า ไปที่สมองของเรา ใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นเราก็สามารถทำเครื่องดมกลิ่นได้สินะครับ
พี่บุ๊งครับ รายละเอียดที่เขียนเรื่องcell รับกลิ่นผมก็ไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยว่ายังไง เพราะมันไม่มีคำแปลจริง ๆ ต้องดูรูปประกอบแล้วอธิบายกันต่อหน้าถึงจะเข้าใจ
สรุปง่าย ๆ ละกันครับ
กลิ่นต่าง ๆ ที่เข้ามาทางจมูกจะถูกรับรู้จากcell รับกลิ่นที่อยู่ด้านบนของโพรงจมูก
โดยที่โพรงจมูกคนเรามันจะไม่ได้โล่ง ๆ เหมือนในภาพนะครับ ลองส่องดูจมูกของคนอื่นก็ได้ครับ จะเห็นว่ามันมีลักษณะเป็นครีบ ทำให้รีดอากาศหรือกลิ่นที่เข้ามาให้ไปยังตัวรับกลิ่นที่อยู่ด้านบน
ซึ่งกลิ่นที่เรารู้สึกจริง ๆ มันก็คือparticle หรือชิ้นส่วนเล็ก ๆ พอมันไปจับกับตัวรับกลิ่นปุ๊บ มันก็เกิดสัญญาณทางไฟฟ้าขึ้นมาวิ่งไปตามเส้นประสาทเล็กๆผ่านฐานกะโหลกที่เราเรียกว่า cribiform plate ซึ่งจะมีรูเล็ก ๆ ให้เส้นประสาทวิ่งผ่านได้แล้วมันจะไปรวมตัวกันเป็นolfactory bulb ซึ่งถ้ามองจากตาเปล่าก็จะเป็นเป็นส่วนของเส้นประสาทที่อ้วนพองขึ้นมา หลังจากนั้นมันก็จะเข้าไปสู่สมองส่วนที่เรียกว่าlimbic system ซึ่งนอกจากจะแปลผลให้เรารู้ว่ามันคือกลิ่นอะไรแล้ว มันยังไปเชื่อมโยงกับสมองส่วนความจำ ทำให้เราระลึกถึงสิ่งนั้น ๆ ได้ และยังไปยุ่งกับสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย(เป็นเหตุผลของน้ำหอมที่ต้องมีกลิ่นต่าง ๆ ไงครับ บางกลิ่นมันช่วยกระตุ้นหรือผ่อนคลายอารมณ์ได้)
จริง ๆ แล้วอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับกลิ่นในมนุษย์ถือว่าเป็นสมองส่วนที่เก่าแก่มาก เพียงแต่ปัจจุบันมนุษย์เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้การรับกลิ่นในการเอาชีวิตรอดเหมือนสมัยโบราณ ความสามารถด้านนี้เลยดูเหมือนจะไม่จำเป็นมากเท่าไหร่
ส่วนพี่บุ๊งครับ เครื่องดมกลิ่นสามารถทำได้ครับ เพียงแต่อย่างที่เขียนคือมันไม่สำคัญเท่าไหร่ ดังนั้นเทคโนโลยี่ปัจจุบันจะมุ่งไปที่ด้านการมองเห็นและได้ยินมากกว่า เช่นการสร้างจอประสาทตาเทียม หรือตัวรับเสียงสำหรับคนตาบอดและหูหนวก ก็ใช้หลักการเดียวกันครับคือสัญญาณทุกอย่างในร่างกายเราเป็นการนำด้วยกระแสประสาท ซึ่งเป็นกระแสไฟฟ้าชนิดหนึ่ง หรือการรับรู้ต่าง ๆ ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง ล้วนจะต้องเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าทั้งสิ้นเพื่อจะไปแปลความหมายในสมองครับ
พอจะเข้าใจมากขึ้นมั้ยครับ แหะๆ