ยิ่งรู้ ยิ่งรู้น้อย
ไปอเมริกาคราวนี้ได้ประโยชน์มากๆ ครับ ได้รู้จักคนเก่งๆ ที่หลบอยู่ในมุมมืดของอุตสาหกรรมกาแฟอเมริกาหลายคน ได้รู้จักกาแฟจากแต่ละประเทศในด้านลึกมากขึ้น ได้ประเมินขีดความสามารถของตัวเอง และรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเขียนในเว็บไซต์นี่มันตื้นเขินน่าอายจริงๆ
คราวนี้ตั้งใจไปช่วงฤดูหนาวครับ อยากเห็นหิมะ ก็ได้เห็นสมใจอยาก วันแรกไม่ค่อยหนาวครับ แต่หลังจากนั้นหิมะตก และก็หนาวทุกวัน
ใส่เสื้อทั้งหมด 4 ชั้น กางเกง 3 ถุงเท้า 2 ถุงมือ 1 หมวกคลุมหัวหูอีก 1 หน้าแห้งจนแสบเลยครับ ต้องรีบไปซื้อครีมเข้มข้นมาทา

หิมะเนี่ยเป็นเกล็ดคล้ายๆ น้ำแข็งไสครับ แต่เบากว่ามาก สามารถนำมาปั้นเป็นก้อนแล้วปาเล่นได้ครับ
เอ้า เข้าเรื่องกาแฟหน่อย เดี๋ยวจะกลายเป็นเว็บนำเที่ยวไปฉิบ ...
ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเรียนชิมกาแฟ เพราะดูจากในเว็บของโรงเรียนเข้าใจว่าเป็นการเตรียมตัวเป็นกรรมการชิมกาแฟของสมาคมกาแฟชนิดพิเศษของอเมริกา ผมก็อยากรู้ว่าเขามีระบบแบบแผนอย่างไรก็เลยตัดสินใจไปเรียน เผื่อว่าอนาคตมั่นใจขึ้นจะได้ไปสอบกับเค้ามั่ง แต่ปรากฎว่าพอเข้าไปจริงๆ ไม่ได้มีการสอนเท่าไหร่ แต่เป็นการอธิบายถึงวิธีการสอบและให้ทำข้อสอบเลย ครูก็ปลอบใจว่า ไม่เป็นไรหรอก เพราะส่วนใหญ่กว่าครึ่งนึงจะสอบไม่ได้อยู่แล้ว ผมก็ใจชื้นขึ้นหน่อย ไม่กดดันเท่าที่ควร

ปรากฎว่า คนที่จะผ่านข้อสอบและได้รับการยอมรับให้เป็นกรรมการได้นั้น จะต้องผ่านทั้ง 20 บททดสอบ บางบททดสอบต้องผ่านที่คะแนนเต็ม ที่เหลือจะต้องผ่านที่ 80-85% แล้วแต่กฏของคณะกรรมการออกข้อสอบ เมื่อห้าวันผ่านไป ทั้งรุ่นสิบเอ็ดคน ประสบการณ์แตกต่างหลายหลากกัน บางคนคลุกคลีอยู่กับกาแฟมาเป็นสิบๆ ปี ผลออกมาค่อนข้างแปลก คือไม่มีใครสอบได้เลยครับ ผมก็เหมือนคนอื่นๆ คือ เกือบๆ เฉียดๆ อยู่สองสามตัว ถ้าไอ้ที่เกือบๆ เฉียดๆ นี่ผ่าน คงได้เป็นกรรมการของ SCAA ไปแล้วครับ สงสัยต้องไปซ่อมอีกทีปีหน้ามั้ง แต่ข้อแม้คือถ้ามีตังค์และต้องเตรียมตัวพร้อมที่สุด
แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับที่ได้รู้ว่าโลกกาแฟนั้นกว้างใหญ่มากๆ มีคนที่ชิมกาแฟทุกวัน วันละสองสามร้อยตัวอย่าง อยู่หลายพันคน กระจัดกระจายอยู่ในประเทศที่ปลูกกาแฟในแถบละตินอเมริกาและอเมริกาใต้ ไอ้ที่สอบๆ กันเนี่ยมันหมูมากสำหรับมืออาชีพเหล่านี้ ยังมีการสอบที่ระดับสูงกว่านี้อีก 2 ขั้น ขั้นแรกที่ผมไปสอบมาคือแค่บอกให้รู้ว่าเรามีขีดความสามารถพอที่จะเป็นนักชิมกาแฟได้ สามารถแยกแยะรสชาติของกาแฟ และบอกความแตกต่างของกาแฟจากแต่ละทวีปได้ ขั้นที่สองนี่จะลึกซึ้งขึ้นจนถึงระดับประเทศ นักชิมจะต้องแยกแยะกาแฟจากแหล่งเพาะปลูกต่างๆ ในแต่ละประเทศได้ กาแฟจากภูเขาแต่ละลูกในส่วนต่างๆ ของประเทศนึงๆ รสชาติต่างกันกี่มากน้อย ส่วนขั้นสูงสุดคือระดับฟาร์ม นักชิมจะต้องแยกแยะกาแฟที่ปลูกหรือจัดการในฟาร์มหนึ่งๆ ได้ สามารถให้คะแนนได้อย่างแม่นยำว่ากาแฟล็อตนี้ฟาร์มนี้ดีกว่าอีกฟาร์มนึงกี่คะแนน ควรจะซื้อที่ราคาเท่าไหร่


โบนัสของทริปนี้คือได้เจอมืออาชีพด้านการคั่วและเบลนด์กาแฟในอเมริกา คนที่ทำงานคลุกคลีกับกาแฟจริงๆ ลึกซึ้งแม่นยำถึงศาสตร์และศิลป์ของกาแฟจริงๆ คนพวกนี้ไม่ต้องห่วงว่ายอดขายกาแฟจะขึ้นหรือตก เขาห่วงแต่ว่าทำยังไงให้กาแฟออกมาได้คุณภาพดี ได้รับฟังแนวคิดและทัศนคติของ roastmaster ตัวจริง ได้ไปเห็นโรงคั่วที่ทันสมัยที่สุดในอเมริกาที่เริ่มต้นจากเครื่องคั่วกาแฟตัวเล็กๆ ขนาด 10 กก. ปัจจุบันคั่วชั่วโมงละ 2 ตัน เป็นโรงคั่วระดับ specialty ที่ได้รับการยกย่องจากคนในวงการกาแฟชนิดพิเศษถึงความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง
ไปคราวนี้ผมได้ทั้งแรงบันดาลใจให้พยายามพัฒนากาแฟที่ผมคั่วส่งให้ลูกค้าอยู่นี้ให้ดีที่สุด และได้คำเตือนสติให้ถ่อมตน อย่าพึงพอใจกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ให้ทะเยอทะยานสะสมความรู้และเปิดความคิดให้กว้าง
ใส่เสื้อทั้งหมด 4 ชั้น กางเกง 3 ถุงเท้า 2 ถุงมือ 1 หมวกคลุมหัวหูอีก 1 หน้าแห้งจนแสบเลยครับ ต้องรีบไปซื้อครีมเข้มข้นมาทา
หิมะเนี่ยเป็นเกล็ดคล้ายๆ น้ำแข็งไสครับ แต่เบากว่ามาก สามารถนำมาปั้นเป็นก้อนแล้วปาเล่นได้ครับ
เอ้า เข้าเรื่องกาแฟหน่อย เดี๋ยวจะกลายเป็นเว็บนำเที่ยวไปฉิบ ...
ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเรียนชิมกาแฟ เพราะดูจากในเว็บของโรงเรียนเข้าใจว่าเป็นการเตรียมตัวเป็นกรรมการชิมกาแฟของสมาคมกาแฟชนิดพิเศษของอเมริกา ผมก็อยากรู้ว่าเขามีระบบแบบแผนอย่างไรก็เลยตัดสินใจไปเรียน เผื่อว่าอนาคตมั่นใจขึ้นจะได้ไปสอบกับเค้ามั่ง แต่ปรากฎว่าพอเข้าไปจริงๆ ไม่ได้มีการสอนเท่าไหร่ แต่เป็นการอธิบายถึงวิธีการสอบและให้ทำข้อสอบเลย ครูก็ปลอบใจว่า ไม่เป็นไรหรอก เพราะส่วนใหญ่กว่าครึ่งนึงจะสอบไม่ได้อยู่แล้ว ผมก็ใจชื้นขึ้นหน่อย ไม่กดดันเท่าที่ควร
ปรากฎว่า คนที่จะผ่านข้อสอบและได้รับการยอมรับให้เป็นกรรมการได้นั้น จะต้องผ่านทั้ง 20 บททดสอบ บางบททดสอบต้องผ่านที่คะแนนเต็ม ที่เหลือจะต้องผ่านที่ 80-85% แล้วแต่กฏของคณะกรรมการออกข้อสอบ เมื่อห้าวันผ่านไป ทั้งรุ่นสิบเอ็ดคน ประสบการณ์แตกต่างหลายหลากกัน บางคนคลุกคลีอยู่กับกาแฟมาเป็นสิบๆ ปี ผลออกมาค่อนข้างแปลก คือไม่มีใครสอบได้เลยครับ ผมก็เหมือนคนอื่นๆ คือ เกือบๆ เฉียดๆ อยู่สองสามตัว ถ้าไอ้ที่เกือบๆ เฉียดๆ นี่ผ่าน คงได้เป็นกรรมการของ SCAA ไปแล้วครับ สงสัยต้องไปซ่อมอีกทีปีหน้ามั้ง แต่ข้อแม้คือถ้ามีตังค์และต้องเตรียมตัวพร้อมที่สุด
แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับที่ได้รู้ว่าโลกกาแฟนั้นกว้างใหญ่มากๆ มีคนที่ชิมกาแฟทุกวัน วันละสองสามร้อยตัวอย่าง อยู่หลายพันคน กระจัดกระจายอยู่ในประเทศที่ปลูกกาแฟในแถบละตินอเมริกาและอเมริกาใต้ ไอ้ที่สอบๆ กันเนี่ยมันหมูมากสำหรับมืออาชีพเหล่านี้ ยังมีการสอบที่ระดับสูงกว่านี้อีก 2 ขั้น ขั้นแรกที่ผมไปสอบมาคือแค่บอกให้รู้ว่าเรามีขีดความสามารถพอที่จะเป็นนักชิมกาแฟได้ สามารถแยกแยะรสชาติของกาแฟ และบอกความแตกต่างของกาแฟจากแต่ละทวีปได้ ขั้นที่สองนี่จะลึกซึ้งขึ้นจนถึงระดับประเทศ นักชิมจะต้องแยกแยะกาแฟจากแหล่งเพาะปลูกต่างๆ ในแต่ละประเทศได้ กาแฟจากภูเขาแต่ละลูกในส่วนต่างๆ ของประเทศนึงๆ รสชาติต่างกันกี่มากน้อย ส่วนขั้นสูงสุดคือระดับฟาร์ม นักชิมจะต้องแยกแยะกาแฟที่ปลูกหรือจัดการในฟาร์มหนึ่งๆ ได้ สามารถให้คะแนนได้อย่างแม่นยำว่ากาแฟล็อตนี้ฟาร์มนี้ดีกว่าอีกฟาร์มนึงกี่คะแนน ควรจะซื้อที่ราคาเท่าไหร่
โบนัสของทริปนี้คือได้เจอมืออาชีพด้านการคั่วและเบลนด์กาแฟในอเมริกา คนที่ทำงานคลุกคลีกับกาแฟจริงๆ ลึกซึ้งแม่นยำถึงศาสตร์และศิลป์ของกาแฟจริงๆ คนพวกนี้ไม่ต้องห่วงว่ายอดขายกาแฟจะขึ้นหรือตก เขาห่วงแต่ว่าทำยังไงให้กาแฟออกมาได้คุณภาพดี ได้รับฟังแนวคิดและทัศนคติของ roastmaster ตัวจริง ได้ไปเห็นโรงคั่วที่ทันสมัยที่สุดในอเมริกาที่เริ่มต้นจากเครื่องคั่วกาแฟตัวเล็กๆ ขนาด 10 กก. ปัจจุบันคั่วชั่วโมงละ 2 ตัน เป็นโรงคั่วระดับ specialty ที่ได้รับการยกย่องจากคนในวงการกาแฟชนิดพิเศษถึงความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง
ไปคราวนี้ผมได้ทั้งแรงบันดาลใจให้พยายามพัฒนากาแฟที่ผมคั่วส่งให้ลูกค้าอยู่นี้ให้ดีที่สุด และได้คำเตือนสติให้ถ่อมตน อย่าพึงพอใจกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ให้ทะเยอทะยานสะสมความรู้และเปิดความคิดให้กว้าง





อ่านแล้วก็รู้สึกอิจฉาคนที่ลงเรียนชิมกาแฟกับพี่บุ๊งจริงๆ คราวนี้คงมีอะไรใหม่ๆ อีกเพียบแน่
คิดว่าจะเปลี่ยนวิธีชิมใหม่หมดเลยครับ ปรับให้มันง่ายขึ้นกว่าคราวที่แล้ว
ขอบคุณคุณเขมด้วยที่ช่วยเขียนช่วงที่ผมเขียนไม่ได้ ยังไงก็เขียนต่อนะครับ เล่าเรื่องราว(วีรกรรม)ของ chiangmai coffee club ให้ชาวจังหวัดอื่นๆ อิจฉากันบ้าง
อยากลงเรียนด้วยมากๆ จังครับ แต่เต็มไปแล้วเสียดาย..เอาไว้ให้พี่บุ๊งเปิดใหม่เป็นวันธรรมดาจะรีบโดดงานไปเรียนโดยด่วน...ผู้รู้กาแฟมีมายมาย แต่คนกินก็ยังมีมากมายกว่ามาก ดังนั้นผู้รู้ก็จึงต้องมีภาระอันใหญ่หลวงรออยู่...อีกนานแสนนาน