สมการ (ต่อ ..)
คราวนี้มาต่อกันเรื่องปริมาณผงกาแฟที่ใช้ในการชง เรื่องปริมาณนี่เป็นอะไรที่ต้องควบคุมให้ดี ไม่เพียงเพราะแปรผันโดยตรงกับต้นทุนของกาแฟแต่ละแก้วแล้ว แต่ยังมีผลมากๆ ต่อรสชาติกาแฟที่ได้อีกด้วย
พูดถึงเรื่องนี้ก็จะต้องพูดถึงเรื่อง single กับ double กันก่อน สัปดาห์นี้ขอเป็นเรื่อง single ล้วนๆ ส่วนเรื่อง double และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ขอยกไปไว้คราวหน้าครับ รวมถึงเรื่อง triple shot ด้วย
อย่างที่บอกไปแล้วเมื่อคราวก่อนว่า ผงกาแฟที่ใส่ลงไปใน portafilter ทำหน้าที่เป็นเหมือนเขื่อนที่ต้านแรงดันน้ำ ถ้าสมมติว่าเราใช้ผงกาแฟความละเอียดเท่ากัน แต่ปริมาณต่างกันครึ่งนึง ก็เปรียบเหมือนกับเขื่อนที่โดนคอร์รัปชั่น โดนกินหินกินปูนกินทรายไปครึ่งนึง ความแข็งแรงในการต้านน้ำก็ต่างกันครึ่งนึงด้วย เมื่อความต้านน้ำต่างกัน ระยะเวลาการไหลและรสชาติก็ต่างกันด้วย นี่คือความแตกต่างของ single กับ double


จริงๆ แล้วผมไม่แนะนำให้ใช้ single กับ double สลับไปมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเครื่องชงหัวเดียว ถ้าท่านชงด้วย double ตลอดเวลาและไม่มีปัญหาใดๆ ก็อ่านเป็นความรู้เฉยๆ หรือจะข้ามไปเจอกันศุกร์หน้าเลยก็ได้ แต่หากท่านใช้กาแฟแพงๆ โลละพันกว่าบาทขึ้นไป และจำเป็นต้องใช้ single shot เพื่อลดต้นทุน โปรดอ่านต่อ...
ความต่างของ single shot กับ double shot ดูที่รูปร่างของ basket ที่ใส่ผงกาแฟ สาเหตุที่เขาออกแบบ single shot basket ให้รูปร่างออกมาประหลาดหลากหลายต่างกันดังที่เห็นในรูปด้านล่าง ผมเข้าใจว่ามีสองเหตุผล คือ ทำให้ทางออกของน้ำแคบลง และ ทำให้ความลึกของส่วนที่ลึกที่สุดใกล้เคียงกับ double shot มากที่สุดด้วย

การทำให้ทางออกของน้ำแคบลง แม้จะช่วยทำให้แรงต้านน้ำเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นจนเหมือนกับชงด้วย double ถ้าจะให้เหมือน double มากที่สุด ต้องเพิ่มความลึกและลดขนาดหน้าสัมผัสให้เล็กลง ถ้ารัฐบาลอนุมัติให้สร้างเขื่อนโดยมีงบจำกัด การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ สันเขื่อนยาว แต่บาง ก็ไม่ปลอดภัยเพราะมันก็จะแตกได้ง่าย ดังนั้นควรลดขนาดเขื่อน หาช่องเขาที่แคบที่สุด และเพิ่มความหนาให้มากที่สุด จึงรับปริมาณน้ำที่แรงดันเท่าเดิมได้
คงไม่มีผู้ผลิตเครื่องชงเอสเพรสโซยี่ห้อไหนที่สร้างหัวกรุ๊ปขนาดพิเศษ 42 มม. สำหรับชง single โดยเฉพาะ จะมีก็แต่รูปทรงของ basket แบบและขนาดต่างๆ ให้เลือกใช้กัน ซึ่งก็พิสูจน์กันเองได้ว่าเราไม่สามารถลดปริมาณกาแฟลงครึ่งหนึ่ง แต่ตัวแปรทุกอย่างเท่าเดิม แล้วจะชงออกมาได้รสชาติเหมือนกับที่ชงออกมาจาก double ครับ ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้างก็ขอให้ติดตามอ่านต่อไปเรื่อยๆ และคิดว่าพอปรับตัวแปรตัวไหนแล้วจะทำให้แรงต้านน้ำเพิ่มขึ้น ก็ไปปรับตรงนั้นครับ





รูปทรงการซิงเกิ้ลช็อทบาสเก็ทที่ลึกแบบ 2 ระดับ (อันซ้ายมือในรูป) น่าจะช่วยเพิ่มแรงต้านได้อีกระดับหนึ่ง
แต่ปัญหาสำคัญยิ่งกว่าคือการไม่สามารถควบคุมปริมาณกาแฟในช็อทได้เสมอกันทุกครั้ง เนื่องด้วยหลังจากโดสกาแฟลงในบาสเก็ทแล้วเราไม่สามารถปาดหน้าบาสเก็ท ซึ่งวิธีการนี้เปรียบเป็นเครื่องมือในการตวงวัดกาแฟบดในบาสเก็ทให้ได้ค่าเสมอกันทุกครั้ง
การแก้ไขก็คงต้องโดสผ่านช้อนตวงแล้วปาดที่ช้อนตวงแทน ก่อนเทลงในบาสเก็ท แต่ในแง่ของกรรมวิธีในการทำงานเช่นนี้ก็คงไม่เหมาะกับร้านกาแฟ นอกเสียจากเป็นการทำดื่มเองส่วนตัว
ปัจจุบันผมทำขายแบบวิธีดับเบิลช็อททุกครั้ง แต่ปริมาณเอสเพรสโซ่ที่ใช้ในสูตรกาแฟในเมเนแต่ละตัวไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมดของดับเบิลช็อท ความสูญเสียถือว่าน้อยเนื่องเพราะเมนูที่ขายดีส่วนใหญ่ใช้ดิบเบิ้ลช็อท
ปล. ความสามารถในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เกิดขึ้นได้เพราะการเรียนรู้จาก BEL ครับ