ทำไมร้านกาแฟอินดี้จึงเสียเปรียบอยู่ร่ำไป
ช่วงนี้ของดเรื่องสมการไว้สักพักนะครับ สมาธิไม่นิ่ง คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไร แต่ระหว่างคั่วกาแฟอยู่เมื่อเช้าก็
เผอิญคิดถึงกระทู้ในเว็บ pantip เกี่ยวกับร้านกาแฟอินดี้ มานั่งคิดว่าทำไมเมืองไทยร้านกาแฟอินดี้จึงเสียเปรียบร้านเชนใหญ่ๆ หรือแฟรนไชส์จากเมืองนอก
ผมคิดว่ามีสาเหตุหลักอยู่สามสี่ประการ
เผอิญคิดถึงกระทู้ในเว็บ pantip เกี่ยวกับร้านกาแฟอินดี้ มานั่งคิดว่าทำไมเมืองไทยร้านกาแฟอินดี้จึงเสียเปรียบร้านเชนใหญ่ๆ หรือแฟรนไชส์จากเมืองนอก
ผมคิดว่ามีสาเหตุหลักอยู่สามสี่ประการ
1. เงินลงทุน : ร้านใหญ่ๆ มักมีเงินลงทุนสูงในเบื้องต้น
ดังนั้นจึงสามารถสร้าง impact ให้ตลาดได้มากกว่า คนทุนน้อยอย่างเราๆ ท่านๆ
มีเงินสักล้านสองล้านก็ยังทำได้ไม่ดีเท่า เพราะเชนเขาวางแผนกันเป็นปีๆ
ว่าจะเปิดไตรมาสละกี่สาขา ที่ไหนบ้าง ปูพรมคลุมพื้นที่
จับตลาดเป้าหมายให้หมด
ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเขาเห็นการมีอยู่ของแบรนด์
แม้จะขาดทุนสักห้าหกเดือนก็ยังไหวอยู่ ร้านเล็กๆ จะซื้อเครื่องบดตัวละหมื่นกว่าบาทก็ถามแล้วถามอีกซะเกลื่อนเน็ต
2. ทำเล : ทำเลดีๆ ที่ร้านกาแฟอินดี้อยากเข้าไปขายนั้น ส่วนใหญ่เจ้าของพื้นที่มักอยากให้ร้านกาแฟที่เป็นแบรนด์ใหญ่เข้าไปเช่ามากกว่า เนื่องจากเงินหนากว่า สามารถเรียกราคาค่าเช่าได้สูงกว่า ไม่ต้องคอยพะวงว่าจะเบี้ยวค่าเช่าหรือจ่ายไม่ตรงเวลา อีกทั้งการทำงานติดตั้งตกแต่งก็ทำอย่างมืออาชีพ มีมาตรฐานสูง ตัวอาคารไม่เสียหายหรือมีปัญหาตามมาในภายหลัง อีกทั้งยังช่วยยกระดับสถานที่นั้นๆ ขึ้นมาทันตาเห็น
3. ความรู้ : ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวสินค้า การบริการ การบริหารจัดการ การอบรมพนักงาน การต่อรองกับซัพพลายเออร์ ฯลฯ ร้านกาแฟอินดี้ไม่มีทางสู้เขาได้ อาจสู้ได้ในบางแง่มุม แต่ถ้าวัดกันทีละรายการแล้วไม่มีทางได้เปรียบ สาเหตุมาจากเงินทุนที่จำกัด
4. แบรนด์ : เชนใหญ่ๆ สามารถสร้างประสบการณ์ในร้านกาแฟให้ลูกค้าได้ดีกว่า เพราะมีการจ้างดีไซน์เนอร์มาวางแนวคิด รูปแบบ จนถึง look and feel ของร้าน โบรชัวร์ออกแบบโดยเอเจนซี่ชื่อดังที่จ้างกราฟฟิคดีไซน์เนอร์เงินเดือนสี่ห้าหมื่น ฯลฯ เวลาลูกค้าเดินเข้าร้านก็จะรู้สึกมึนงงเหมือนโดนสะกดจิต เอสเพรสโซแก้วละห้าสิบห้าก็ไม่รู้สึกว่าแพง กาแฟปั่นแก้วละร้อยกว่าบาทก็อร่อยและคุ้มค่า ไปจ้างเมืองจีนผลิตตุ๊กตาหมีออกมา ติดโลโก้ซะหน่อย คนไทยก็อุ๊ยตายว๊ายกรี๊ดกันใหญ่ จะสะสมให้ครบทั้งคอลเลคชั่น
(เร็วๆ นี้ Sweet Guilt ก็จะมีตุ๊กตามาขายเหมือนกัน ทำโดยพนักงานพาร์ทไทม์คนสวยของเรานั่นเอง ไม่ต้องซื้อกาแฟครบกี่บาทหรอกครับ แค่มีตังค์ก็ซื้อได้เลย คิดเสียว่าส่งเสียน้องเขาเรียนหนังสือ)
5. ขนาด : ที่เรารู้จักกันดีในนาม economy of scale ซื้อของจำนวนมากย่อมได้ราคาถูกกว่า พิมพ์ถ้วยพลาสติกทีละแสนใบ ช่วยสร้างแบรนด์อย่างแรง แถมราคาถูกกว่าอีกตั้งหลายหมื่น
6. มาตรฐาน : ร้านขนาดใหญ่สามารถสร้างมาตรฐานได้ง่ายกว่า ไม่ต้องง้อลูกน้อง ไม่ต้องง้อลูกค้ามาก ผมจำครั้งแรกที่ดื่มกาแฟลาเต้เย็นของยักษ์เขียวได้ มันขมและไม่อร่อย แต่ผมก็เข้าไปที่ยักษ์เขียวอีกเพื่อจะสั่งรายการอื่นที่(หวังว่า)จะถูกปาก จนมาเจอกาแฟปั่นสุดแสนอลังการ กาแฟที่ใช้ในร้านอาจไม่ใช่กาแฟคุณภาพดี แต่ขอให้ชงออกมาให้ได้มาตรฐานทุกร้านเถอะ เดี๋ยวลูกค้าจะตอบเองว่า "เออ นี่ กาแฟยี่ห้อนี้อร่อยนะ" (คล้ายๆ วงการเพลงสมัยก่อนที่อาศัยกรอกหูคนฟัง พอฟังไปนานๆ เข้าก็ไพเราะเสนาะโสตขึ้นมาเอง)
แต่เชนก็มีข้อเสียเหมือนกัน ไว้จะมาต่อวันหลัง
2. ทำเล : ทำเลดีๆ ที่ร้านกาแฟอินดี้อยากเข้าไปขายนั้น ส่วนใหญ่เจ้าของพื้นที่มักอยากให้ร้านกาแฟที่เป็นแบรนด์ใหญ่เข้าไปเช่ามากกว่า เนื่องจากเงินหนากว่า สามารถเรียกราคาค่าเช่าได้สูงกว่า ไม่ต้องคอยพะวงว่าจะเบี้ยวค่าเช่าหรือจ่ายไม่ตรงเวลา อีกทั้งการทำงานติดตั้งตกแต่งก็ทำอย่างมืออาชีพ มีมาตรฐานสูง ตัวอาคารไม่เสียหายหรือมีปัญหาตามมาในภายหลัง อีกทั้งยังช่วยยกระดับสถานที่นั้นๆ ขึ้นมาทันตาเห็น
3. ความรู้ : ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวสินค้า การบริการ การบริหารจัดการ การอบรมพนักงาน การต่อรองกับซัพพลายเออร์ ฯลฯ ร้านกาแฟอินดี้ไม่มีทางสู้เขาได้ อาจสู้ได้ในบางแง่มุม แต่ถ้าวัดกันทีละรายการแล้วไม่มีทางได้เปรียบ สาเหตุมาจากเงินทุนที่จำกัด
4. แบรนด์ : เชนใหญ่ๆ สามารถสร้างประสบการณ์ในร้านกาแฟให้ลูกค้าได้ดีกว่า เพราะมีการจ้างดีไซน์เนอร์มาวางแนวคิด รูปแบบ จนถึง look and feel ของร้าน โบรชัวร์ออกแบบโดยเอเจนซี่ชื่อดังที่จ้างกราฟฟิคดีไซน์เนอร์เงินเดือนสี่ห้าหมื่น ฯลฯ เวลาลูกค้าเดินเข้าร้านก็จะรู้สึกมึนงงเหมือนโดนสะกดจิต เอสเพรสโซแก้วละห้าสิบห้าก็ไม่รู้สึกว่าแพง กาแฟปั่นแก้วละร้อยกว่าบาทก็อร่อยและคุ้มค่า ไปจ้างเมืองจีนผลิตตุ๊กตาหมีออกมา ติดโลโก้ซะหน่อย คนไทยก็อุ๊ยตายว๊ายกรี๊ดกันใหญ่ จะสะสมให้ครบทั้งคอลเลคชั่น
(เร็วๆ นี้ Sweet Guilt ก็จะมีตุ๊กตามาขายเหมือนกัน ทำโดยพนักงานพาร์ทไทม์คนสวยของเรานั่นเอง ไม่ต้องซื้อกาแฟครบกี่บาทหรอกครับ แค่มีตังค์ก็ซื้อได้เลย คิดเสียว่าส่งเสียน้องเขาเรียนหนังสือ)
5. ขนาด : ที่เรารู้จักกันดีในนาม economy of scale ซื้อของจำนวนมากย่อมได้ราคาถูกกว่า พิมพ์ถ้วยพลาสติกทีละแสนใบ ช่วยสร้างแบรนด์อย่างแรง แถมราคาถูกกว่าอีกตั้งหลายหมื่น
6. มาตรฐาน : ร้านขนาดใหญ่สามารถสร้างมาตรฐานได้ง่ายกว่า ไม่ต้องง้อลูกน้อง ไม่ต้องง้อลูกค้ามาก ผมจำครั้งแรกที่ดื่มกาแฟลาเต้เย็นของยักษ์เขียวได้ มันขมและไม่อร่อย แต่ผมก็เข้าไปที่ยักษ์เขียวอีกเพื่อจะสั่งรายการอื่นที่(หวังว่า)จะถูกปาก จนมาเจอกาแฟปั่นสุดแสนอลังการ กาแฟที่ใช้ในร้านอาจไม่ใช่กาแฟคุณภาพดี แต่ขอให้ชงออกมาให้ได้มาตรฐานทุกร้านเถอะ เดี๋ยวลูกค้าจะตอบเองว่า "เออ นี่ กาแฟยี่ห้อนี้อร่อยนะ" (คล้ายๆ วงการเพลงสมัยก่อนที่อาศัยกรอกหูคนฟัง พอฟังไปนานๆ เข้าก็ไพเราะเสนาะโสตขึ้นมาเอง)
แต่เชนก็มีข้อเสียเหมือนกัน ไว้จะมาต่อวันหลัง
As a customer, I would prefer a big chain due to its dependability, ie you know what you will get once you step in.
I haven't found any Indie cafe that has a comfy environment to sit in, unlike Starbucks. Not all in a single shop but I felt the air is thick (vs. airy for Starbucks), some sticky feeling and the chair that's not comfy or inviting to sit though you can sense they're trying, etc.
Unless there is a good crowd or friends, I just drop by to enjoy the coffee and get out of the shop as soon as possible. Location is also the problem that sometime I just give up and enjoy a drip at Starbucks. It was OK for me and I drink Starbuck's drip for a long time
To me, just have the good coffee is half or less than half of the way for most people to go to your place.
dear Bob,
you are a good example of the victims of SBUX's mesmerizing technique. I feel sorry for you to pay for expectably bad coffee. I would rather take a risk to go to an indie cafe and might have a chance to get good coffee. Anyway, thank you for your thoughtful contribution.
"Victim of SBUX's mesmerizing technique"
Wow! Clean and inviting seat that allows one to sit comfortably. Table that is not sticky. Staff that has little to no attitude. And the person who likes this thing is a victim!!!
And you suggest me to go to indie with a risk of lousy sticky chair, attitude as high as the sky of the owner. A cup of coffee with lot of hype that sometimes stick and most often not. And that's I'm not "mesmerizing" if I like this kind of place... Heck, I can do away with all the things this kind of place offers.
My point is that the Indie cafe operators have been thru a lot before they could open the store. Once opened, the owner's ego shot up as they thought they achieve sth in their lives no "ordinary" people could. Franchise, that's just child play, they thought... I'm the best....:)
I would like to invite these people to come back to earth and look around while the lousy cafe called "Starbucks" and the like remain successful and iconic in what they're doing.
Now, I'm not saying that SBUX product is great. That's a given and you and me know that. But they know how to strike a more balanced, or shall I say perfect balance, of things in business, the things that Indie should learn.. Also, this reminds me of Mom and Pop grocery store and supermarket in the old days. I remember these enterpreneur looks down on supermarket, saying the nice deco will make it expensive. That was then... Where's Mom and Pop shops now?
To me, just to point the finger at the big guy is silly. Learn how they do it and see how we could benefit is divine. If size matters, why don't Indie cafe unites and do sth, ie the design which they could together hire a decent interior deco for the job. I know that will reduce the claim of personalize to cookie cutter kinda shop. However, if consumer likes it, why not?
ผมว่า อย่าไปเปรียบเทียบ ระหว่างร้านใหญ่ กับร้านอินดี้เลยดีกว่า
ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่เพราะมันเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย(ยกเว้นรสชาติกาแฟซึ่งก็เป็นรสนิยมส่วนตัว)
ถ้าใช้มุมมองทางการตลาดมาจับดูความสัมพันธ์ระหว่าง ร้านใหญ่กับร้านเล็ก(อินดี้)
มันยังมีที่ว่างพอให้รายเล็กๆ ได้หายใจและมีพื้นที่ยืนอยู่ในตลาดได้
เหมือนกล่องที่ใส่แตงโมได้พอดี ซึ่งดูเหมือนว่ากล่องมันเต็ม แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
ยังมีมุม มีหลืบ มีช่องพอสำหรับใส่มะนาว ใส่องุ่น ใส่แอปเปิ้ลได้อีกหลายลูก
แทนที่จะหาเรื่องจับผิดร้านใหญ่ คอยอิจฉากัน
ผมว่าลองมาหาทางสร้างตลาดเฉพาะของตัวเองดีกว่า (Niche Markets)
ใช้ความคล่องตัวในการบริหาร การปรับตัวได้รวดเร็วกว่า ความคิดสร้างสรรค์ที่ดีกว่า?
เอามาทำให้เป็นประโยชน์ คอยดักต้อน คนที่มีประสบการณ์สตาร์บัคส์มาแล้ว มาเป็นลูกค้าเรา
คนกินกาแฟเมื่อมาถึงระดับนึงมักจะชอบทดลองกาแฟแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งตรงนี้ร้านเล็กสามารถทำได้ดีกว่า
โดยเฉพาะร้านที่คั่วกาแฟเอง ผมเคยคิดว่า ร้านกาแฟของคนไทยน่าจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน
ร่วมมือกัน แชร์ลูกค้ากัน สร้างเครือข่ายร้านกาแฟ โดยเฉพาะร้านที่คั่วกาแฟเอง
ที่จริงอยากให้ทุกๆร้านคั่วกาแฟกันเองด้วยซ้ำไป เพราะมันจะได้เกิดความหลากหลาย การแข่งขันกันพัฒนา
จะได้มีกาแฟเบลนใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ น่าจะดี
Dear Bob,
There is nothing wrong with the word "victim" or "mesmerize". We are all the victim of the "hype(s)" of the coffee, either by the cleanliness and comfort as what you said, or the opposite that you argue against.
I think we all must have open-minded when it comes to coffee. I still check out SBUX sometimes. I also would love to try as many italian blends as possible. I believe that the world of coffee is too big and no one can be arrogant of what he is doing.
I really appreciate your comments. They are always insightful. Some fans of this blog asked me whether you can comment in Thai, because that will benefit those who are not so fluent with the English.
คุณ nop
ถ้าคุณ nop อ่านความคิดเห็นเก่าๆ ของผม ส่วนตัวผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการคั่วกาแฟเองครับ ไม่จำเป็นที่ร้านกาแฟดีๆ ต้องคั่วกาแฟเองในตอนนี้เพราะผมว่าตลาดมันยังไม่ใหญ่พอ ผมเห็นด้วยกับการเปิดการค้าเสรีเรื่องเมล็ดกาแฟดิบจากต่างประเทศมากกว่า เพราะจะทำให้เกษตรกรถูกบีบให้พัฒนา ราคากาแฟไทยสะท้อนราคาโลก คนคั่วกาแฟจะได้กาแฟคุณภาพมาคั่วมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็จะพัฒนาทั้งคนคั่วและคนกินไปด้วย
ผมพยายามเปรียบเทียบทั้งข้อได้เปรียบเสียเปรียบ เพื่อให้อินดี้เป็นผลไม้เล็กๆ อย่างที่คุณเปรียบเปรยได้ มาออกความคิดเห็นกันนะครับ เราจะได้มีแนวทางเพื่อความอยู่รอดกันมากขึ้น
I really agree almost all of Khun Nop's comment, particularly on this one.
"ผมเคยคิดว่า ร้านกาแฟของคนไทยน่าจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนร่วมมือกัน แชร์ลูกค้ากัน สร้างเครือข่ายร้านกาแฟ"
Though I agree with Khun Boong that each of them does not have to roast its own coffee. To me, that's what benefit consumer the most, the good coffee that the large chain couldn't match and the deco/service that is in line with large chain and dependable. You could say something like, under coffee assoc of Thailand which implies some common form, ie shop layout, waiter/waitress training, comfortable environment (this is definitely the weakest part of all Indie places I visit in Toronto, Hong Kong and Thailand. To really say it outright, some is borderlined on the butt ugly decor/disgusting). You can share the cost of decor, the interval of facelift, upgrading the decor to be one or more year longer than the big chain, etc.
"There is nothing wrong with the word "victim" or "mesmerize". We are all the victim of the "hype(s)" of the coffee, either by the cleanliness and comfort as what you said, or the opposite that you argue against."
If this is the word choice, ie just want to make it a bit more different/difficult in conveying the message above, I felt OK but I don't feel comfy with the meaning of the word itself. To me, victim implies one was coyed/cheated into believing in something. As far as I have had coffee, I've never once felt that way. I think it's more suitable with politics, particularly the current situation in Thailand.
I always feel the Indie tastes good but the difference between good coffee and so-so coffee, ie from Starbucks, is not as wide as good and so so wine. Well, it makes sense that wine market is much broader and easily acceptable. One can't create an illusion to "mesmerize" the majority all the time. See the ups and downs of coffee (1st/2nd and 3rd wave) vs. a more steady pace of wine world which should warrant the claim. I talked about filtered coffee only as I'm not an espresso fan and don't know well/care to the same level as that of filtered in that category.
However, I felt the hype, mostly from Indie operators, way way way much more than anything else I heard from any other media. This only leads people to think that "what the... " I listened some program which review a Toronto based "Manic Coffee" which sports the first clover in Toronto. The journalist said with disbelief that "the owner talked about his coffee like he discussed wine" To the Indie, it's the great achievement. To ordinary guy, it's a hype. To me, who is only into good coffee for a short while, I considered it more of a hype after I tasted the coffee at that shop during last Christmas when I was in the area. Mine you this shop is famous among Indie cafe.
Indies always point fingers at Starbucks about its hype of "the best coffee in the world". To an ordinary man, Starbucks should be right up there in the best coffee in the world. And Indie coffee, while better, is not a lot better than Starbucks.
If you asked me as a consumer about my dream coffee place, I like Starbucks to serve your coffee, ie you work on the coffee at the back of the shop while leave the rest to Starbucks. I don't have to deal with the ego, subpar deco and the chitchat that has to have positive tone so that I will get good coffee. That ain't possible in my life time for sure. Starbucks would do it if they could work out the model but, in a million year, Indie cafe is more likely to fight tooth and nail against it. Only a little thing like the boughtout of Clover results in one of the large Indie cafe "threw out" Clover so that they could claim not to be associated with any part of Starbucks. Asking me, I think that cafe is extremely selfish and do something really disservice to its consumer, getting rid of one of the best brewing method from its customer while just caring about their ego... Of course, there's a commercial angle to it that I understand but I wish they reconsidered it (not gonna happpen as all 6 Clovers were sold).
Please don't take this as I say anything against Khun Boong, I really admire what you did. And this is not because I want a good cup of coffee from you next time I visit your shop. But, in general, this is the trend of Indie cafes, bashing Starbucks while they themselves could have done something else, ie thinking about how they could improve customer's experience and be more receptive to customers. And I have to invoke the last word in marketing, customer is king and always right. When they say your coffee sucks and Starbucks is better, even though your coffee's good and customers are totally wrong, it's really bad as you lose the sales, very bad indeed.
Regarding Thai, I will have to go extra mile to do it so I would rather not comment if Thai is a must here. Sorry for that.
เห็นด้วยกับคุณบ๊อบครับ เท่าที่เคยชิม ร้านกาแฟอินดี้ในอเมริกาเนี่ย ร้อยละ 80 ไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นระดับแนวหน้าของอินดี้แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ เช่น zoka, stumptown, intelli, vivace ร้านคุณภาพอื่นๆ ในเมืองก็จะเอากาแฟจากโรงคั่วเหล่านี้ไปใช้ พอคนเห็นซองกาแฟที่วางโชว์อยู่ก็มีความมั่นใจ เพราะเค้ามีอบรมการชงให้ด้วย
ถ้าผมจำไม่ผิด กลุ่มเกลียดยักษ์เขียวนี่จะเริ่มในอเมริกาครับ ประเด็นหลักๆ ที่เขาโจมตีคือยักษ์เขียวคั่วกาแฟเข้มเกินไป กาแฟเก่าเกินไป ใช้เครื่องออโต้ พนักงานชงกาแฟไม่เก่ง ถูกปั๊มออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ความรู้ไม่ค่อยถูกต้อง ฉวยโอกาสใช้สิทธิ์ทางการตลาดกับคำที่เป็นสามัญ ฯลฯ ตะก่อนตอนอ่านเว็บฝรั่งมากๆ ผมก็เป็นแบบนี้เหมือนกันครับ แต่เดี๋ยวนี้เลิกแล้ว เพราะรู้ว่าความรู้ที่ผมมีเกี่ยวกับกาแฟเนี่ยมันน้อยนิดจริงๆ ในโลกนี้ยังมีคนเก่งกว่าผมมากอีกมาก ตอนนี้ผมให้ประสาทสัมผัสพาไปครับ กาแฟอร่อยหรือไม่อร่อย ชอบหรือไม่ชอบ ผมเองก็ไม่เคยคิดว่ากาแฟที่ผมคั่วอร่อยที่สุด แต่ผมคิดว่ามันก็ไม่เลวและก็พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เรื่อยๆ (timeless เวอร์ชั่นใหม่เนียนกว่าเดิมอีกอ้ะ)
FYI, Manic Coffee, the shop I had coffee in Toronto, used Intelli bean.
Recently, I have coffee from a Japanese style cafe (Kissa-ten). I'm surprised I like their coffees a lot, not at their cafe which was paper dripped into paper cup but at home when I used french press. They seemed to do anything "wrong" according to US coffee website. They keep the coffee in the "fridge" at 11 degree celcius, take it out to scoop it for client either for 1 cup at the cafe or bought in an increment of 100g for home brewing. Then, they put it back and I believe the coffee will take several trip in and out of the fridge until it's finished. The shop suggest customer to leave the bean in the fridge for 1 month consumption or three month in the freezer. The shop put silica gel in the coffee container.. I wonder how helpful that would be for the humidity.
Nevertheless, the proof is in the pudding. The coffee tastes right to me though with less minute detail/nuance I get from freshly roasted coffee without fridge storage. Strange indeed but the shop will get my business again for sure.
I think all those bashing has a certain degree of sweet lemon/sour grape in it. I think the way Khun Boong think is a better way to go. And I think Indie cafe will always be at a disadvantage to big chain like Starbucks all the time unless they could unite and make use of the economy of scale, kinda mimicking Starbucks. Now, that could be a big rub to the ego as they have to swallow their words in bashing the cookie cutting angle of Starbucks. However, that's one of the gist that makes Starbucks such an icon and could put Indie on a more level playing field with Starbucks. Will that happen? I think it will be very very difficult.
สวัสดีครับ...
ลูกค้าที่เข้ามาสั่งกาแฟที่ร้าน(อินดี้)ไม่ว่าจะเย็นหรือยิ่งเป็นถ้วยร้อนด้วยแล้ว เค้าเหล่านั้นคงดื่มกาแฟกันมามากแล้ว หลายร้านแล้ว ทั้งร้านเล็กทั้งใหญ่ แล้วกาแฟถ้วยที่เราเสริฟ์ให้เค้าล่ะมันให้ประสบการณ์แก่เค้าอย่างไร ทั้งด้านรสชาติและราคา สัญชาตญาณของการเปรียบเทียบในแต่ละคนจะทำงานและตัดสินได้ด้วยตัวเค้าเอง อนาคตข้างหน้า(ของร้านเล็กๆ)อยู่ที่กาแฟวัที่เสริฟ์ในวันนี้
เกือบทุกปัจจัยของการผลิตกาแฟที่เสริ์ฟให้ลูกค้า อยู่ในมือของเรา(เจ้าของร้าน)ทั้งสิ้น แต่มีปัจจัยหนึ่งคือกาแฟคั่วซึ่งร้านผมมอบให้เป็นหน้าที่ของ BEL Coffee และมั่นใจเสมอว่าตราบใดที่ BEL จะไม่หยุด อนาคตในรสชาติกาแฟที่ร้านผมก็จะไม่หยุดอยู่กับที่...เช่นกัน
เล็กหรือใหญ่ ได้เปรียบหรือเสีย เป็นอย่างที่ BEL พูดไว้แม่นแล้ว แต่เป้าเค้าใหญ่ไซด์ฝรั่ง ส่วนอินดี้ไทยเป้าเล็กไซด์เล็ก ๆ อยู่ได้ พอใช้ ไม่เครียด อายุยืนกว่าครับ
ความภูมิใจ... เดี๋ยวนี้เวลาเดินผ่านหรือเข้าไปอุดหนุนกาแฟร้านใหญ่ เห็นน้อง ๆ ทำกาแฟในเครื่องแบบโก้ เสื้อผ้าหน้าผม เครื่องมือเครื่องไม้เลิศ ป้าย เมนู ร้านสวย เก้าอี้สบาย โอ้โห..เค้าต้องทำงานหนื่อยขนาดนี้เชียวนะจึงจะทำให้กาแฟอร่อย แต่ภายในตัวเราที่ก็เป็นคนทำกาแฟเหมือนกัน กลับไม่รู้สึกด้อยกว่าเค้าเลย จะมีแต่ความภาคภูมิใจ มั่นใจว่าเราไม่แพ้ ยิ่งคิดต่อไปถึงร้อยตะวัน หมีใหญ่ คุณดม SweetGuilt October (นึกได้แค่นี้ครับ) น่าภูมิใจทั้งนั้นครับ
ผมว่าคนส่วนใหญ่ยังกินเพราะ แบรน มากกว่ารสชาติ
ถ้าผู้บริโภคส่วนใหญ่ สนใจ รสชาติ+ความสดใหม่ เหนือสิ่งอื่นใด ตอนนั้นคงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงแน่นอน
อ่านบลอกนี้แล้ว นึกว่าเรื่อง Speed Racer ที่พึ่งไปดูมายังไงไม่รู้
From Khun Ari
"แต่เป้าเค้าใหญ่ไซด์ฝรั่ง ส่วนอินดี้ไทยเป้าเล็กไซด์เล็ก ๆ อยู่ได้ พอใช้ ไม่เครียด อายุยืนกว่าครับ"
I think this applied not just to Thai Indie but all "Indie" be it in the US, HK, Canada and Thailand, regarding market size.
I'm not sure about "อยู่ได้ พอใช้ ไม่เครียด อายุยืนกว่าครับ". Size has nothing to do with survival. I usually hear a saying that "big is beautiful." IMO, larger actually has a higher survival chance. As far as I remember, more than 90% of new entrepreneurial business will not survive within a short time, ie a year or two. For the one that survived, an extremely small amount of the rest, ie less than 1% of total new businesses, may become "Starbucks". An odd like that does not bode well with the "small" guy being less stressful.
I do agree with Khun Skipper but I doubt when that will happen, ie when will consumer change the habit?
I'm talking from consumer side. Yes, they could be unrealistic but that's what consumer usually is. I didn't say that it's easy to do and I wouldn't do it and, in the meantime, admiring the guts of all people here that go into business.
ส่วนตัวผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการคั่วกาแฟเองครับ ไม่จำเป็นที่ร้านกาแฟดีๆ ต้องคั่วกาแฟเองในตอนนี้เพราะผมว่าตลาดมันยังไม่ใหญ่พอ ผมเห็นด้วยกับการเปิดการค้าเสรีเรื่องเมล็ดกาแฟดิบจากต่างประเทศมากกว่า เพราะจะทำให้เกษตรกรถูกบีบให้พัฒนา ราคากาแฟไทยสะท้อนราคาโลก คนคั่วกาแฟจะได้กาแฟคุณภาพมาคั่วมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็จะพัฒนาทั้งคนคั่วและคนกินไปด้วย
----------------------------------------------
ไม่เห็นด้วย
ไม่เห็นด้วย
และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
คั่วเองไม่คั่วเองไม่ใช่ประเด็นค่ะ เพราะต้นทุนของการคั่วเองยังไงก็ถูกกว่าซื้อเขามา คุณภาพก็ดีกว่าแน่นอน เดี๋ยวนี้เครื่องไม้เครื่องมือดีๆมีเยอะแยะ อีกหน่อยใครๆก็คั่วกาแฟเองได้ ความรู้เหล่านี้มันไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากมาย วันนึงมันเข้ามาอยู่ในเฟิร์มแวร์ได้อาจจะกินเนื้อที่ซัก 100-200 กิโลไบต์ด้วยซ้ำ การจดจำโปรไฟล์แบบเรียนรู้เองก็ทำได้ง่ายๆไม่ยากเย็น
ตลาดเสรีจริงๆไม่มีในโลกหรอกค่ะ อิฉันอยู่เมกามานาน ศึกษามาพอสมควร ที่ไหนที่ไหนก็ถูกอุดหนุนโดยรัฐบาลทั้งนั้นล่ะค่ะ จนกว่าจะมีกำลังได้เปรียบและเอาเปรียบผู้อื่นได้เอง
ถ้าคุณรู้จักเกษตรกรในเปรู ในเอลซัลวาดอร์ ในซิมบับเว หรือดานัง คุณจะเข้าใจว่าเค้าเหมือนกับเกษตรกรไทยตรงไหน
ถ้าเกษตรกรในประเทศเราคือคนที่เรียนจบเกษตรมาจะไม่ว่าค่ะ แต่ไม่ใช่ และไม่ใช่นะคะ เค้าจะพัฒนาได้อย่างไรถ้าหน่วยงานรัฐไม่ช่วย ไม่ใช่สิ ไม่ประคับประคองคอยเป็นพี่เลี้ยง อ้อ! ว่าแต่ว่าคนที่จะไปช่วยนะต้องเก่งด้วยนะคะ ไม่ใช่เป็นแต่บังเอิญทำงานอยู่ในกองในกรมนั้น
เราพูดกันถึงแต่เรื่องเสรี แต่โลกนี้ไม่มีอะไรเสรีจริงเลย อิฉันว่านะคะ สู้มาประกาศตัวว่านิยมลัทธิชาตินิยมหรือทุนนิยม ยังจะดีกว่านะคะ มันไม่แสลงใจมาก เมกายุคก่อนก็ชาตินิยมเพราะไม่ผู้ดีเหมือนยุโรป ญี่ปุ่นก็ชาตินิยม เกาหลีกำลังโตก็ชาตินิยม เยอรมันยิ่งไม่ต้องพูด สิงค์โปร์ไม่มีอะไรก็สิงคโปร์นิยม แต่ไทยสิไม่นิยมกันเล้วย
ไม่เห็นด้วย
ไม่เห็นด้วย
และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ
ฐานที่คั่วกาแฟเป็นอาชีพเหมือนกัน ผมว่าร้านไหนจะคั่วเองนั้นคงมีแรงจูงใจจากเรื่องต้นทุนที่ต่ำลง และแรงบันดาลใจส่วนตัวของผู้ที่จะคั่ว ผมสนับสนุนครับเพราะมันจะทำให้ตลาดกาแฟคึกคักกันไปใหญ่ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวเชื่อว่าหากต้องการกาแฟคุณภาพ "มันไม่ได้คั่วกันง่ายๆ ครับ" ไปจำโปรไฟล์เขาและเรียนรู้เองนั้นง่ายอย่างที่คุณ Lilly บอก แต่พอจะทำของตัวเองให้ดีจริงๆ นั้นไม่ง่ายครับ
เหมือนกับที่เปิดร้านกันเกลื่อนตอนนี้ เปิดร้านนั้นขอให้มีเงินก็เปิดได้ แต่จะเป็นร้านที่ดีผลิตกาแฟคุณภาพ และอยู่รอดในเชิงธุรกิจ ไม่ง่ายครับ
ถึงเรื่องเกษตรกร ได้โปรดอย่าลืมว่าเกษตรกรไม่ได้เป็นอาชีพเดียวในสังคมนะครับ อาชีพคนคั่วกาแฟก็เป็นอาชีพหนึ่งในโลกนี้เหมือนกัน ถ้าจะช่วยควรจะช่วยทั้งคู่อย่างยุติธรรม หากช่วยเกษตรกรแล้วคนคั่วกาแฟไม่มีกาแฟดีไว้คั่ว จะเอากาแฟคั่วดีๆ จากคนคั่วไทยไปขายใครในโลกนี้ได้ล่ะครับ (ชาตินิยมเหมือนกันนะ)
ความจริงก็คือระบบกำแพงภาษีที่ช่วยเกษตรกรอย่างทุกวันนี้ กลายเป็นตัวที่ทำให้เกษตรกรลำพองใจว่าจะทำกาแฟอย่างไรก็ขายได้ เรื่องพัฒนาคุณภาพเป็นเรื่องของเกษตรกรจำนวนน้อยนิดที่มีแรงบันดาลใจจริงๆ เท่านั้น กาแฟไทยดีๆ เลยมีไม่พอมือให้คั่วหรอกครับทุกวันนี้
(อย่างนี้เรียกแบร็กหรือเปล่า) ;)
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับ คุณวุฒิ ครับ ในเรื่องของการคั่วกาแฟที่ไม่ง่ายเลย เพราะการคั่วกาแฟได้ดี กับได้สุดยอดต่างกันมาก การคั่วกาแฟได้ดี(กลิ่นหอมไม่ไหม้)แค่จำโปรไฟล์(สี)อาจจะง่าย แต่การคั่วกาแฟให้สุดยอด(ให้กาแฟที่ได้มาอร่อยที่สุด)ไม่สามารถจำโปรไฟล์แล้วเลียนแบบได้ เพราะ คั่วด้วยไฟอ่อนนานๆ กับคั่วด้วยไฟแรงเร็วๆ แม้สีจะเหมือนกันแต่ผลที่ได้ต่างกันจนมองกันไม่ติด (ซึ่งไม่มีใครเปิดเผยเคล็ดตรงนี้แน่) ยิ่งกาแฟที่ผ่านการเบล์นมาแล้วด้วยยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยากมากๆ
และก็ไม่เห้นด้วยกับคุณLilly ในหลายๆเรื่อง
เช่น ที่บอกว่าไม่อุ้มเกษตรกรไทย เพราะไทยอุ้มมาตั้งกะปี 2519 ปัจจุบันก็ 30 กว่าปีมาแล้ว และที่บอกว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่จบเกษตรก็ถูกครับ แต่การทำไร่กาแฟไม่ใช่ต้นทุนต่ำๆนะครับ แค่เป้นเจ้าของที่ให้ได้ก็อ้วกแล้ว ไหนจะการดูแลขนส่งอีก ปัจจุบันไร่กาแฟเกิดใหม่ เป็นคนมีเงินและปลูกตามกระแสความนิยม ที่คาดว่าจะได้ผลกำไร (ไม่อยากบอกว่าเหมือนส้มกับลำไยในภาคเหนือ) และไม่จำเป็นต้องคัดคุณภาพมากนัก เพราะขายได้ราคาดีอยู่ดี ในปัจจุบันไร่กาแฟ มักจะละเลยการควบคุมคุณภาพให้ดี ไม่ใช่ไม่รุ้วิธีนะครับ ส่วนใหญ่จะรู้วิธีคัดแต่ไม่ทำ เพราะยุ่งยาก เสียเวลา ที่สำคัญยังขายได้ราคาอยุ่ เพราะร้านกาแฟ(ส่วนใหญ่นะครับที่ไม่ใช่กลุ่มรักกาแฟอย่างเราๆ)ก็จะเลือกแบบไม่คัดดีกว่า เพราะถูกกว่าแบบคัด และยังขายกับลูกค้าได้อยู่ดี การเปิดเสรีเรื่องกาแฟผมว่าเป็นสิ่งดี เพราะจะทำให้เกษตรกรรู้ว่า ควรจะพัฒนาได้แล้วหลังจากย่ำอยุ่กับที่มานาน
ขออย่าให้กาแฟเหมือนโคนมบ้านเราเลยครับที่ยังใช้อาหารข้นผสมหญ้าแห้งให้วัวกินอยุ่เลย(นมเลยคุณภาพสู้ต่างประเทศไม่ได้)ขณะที่ต่างประเทศมีทุ่งหญ้าเขียวขจีเป็นอาหารให้วัว กาแฟไทยก้ควรจะโดนกดดันให้พัฒนาได้แล้วครับ ใครอยากพัฒนาก็ต้องปรับตัว ใครเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งแบบไม่ทุ่มเทก็ต้องล้มลงไปตามเวลา
ปล.พอดีเรียนเกษตรน่ะครับเลยรู้จักสถานการณ์เกษตรในปัจจุบันบ้าง ผิดพลาดประการใดโปรดอภัยด้วยหวังว่าคงไม่โกรธที่ผมแย้งนะครับ
ถามว่าลึกซึ้งไหม ผมว่าความรู้ทุกอย่างมันลึกซึ้งทั้งนั้นแหละครับ อยู่ที่ว่าคนที่เกี่ยวข้องจะใส่ใจในความลึกซึ้งหรือพอใจในความตื้นเขินของตน มันมีทั้งคนทำเมล็ดกาแฟให้ดำกับคนคั่วกาแฟครับ
ในฐานะที่คั่วกาแฟขาย อาจจะมองว่าผมปกป้องตลาด แต่จริงๆ แล้วคนคั่วกาแฟมีอะไรให้คิดอีกมาก แค่เรื่องเปิดร้านก็มีสารพัดให้ปวดหัวแล้ว จะต้องมาแบ่งความสนใจให้เรื่องคั่วกาแฟอีกหรือครับ? สตีฟ จ๊อบส์ ชุบชีวิตแอปเปิลขึ้นมาได้ก็เพราะ focus ในสิ่งที่แอปเปิลถนัดที่สุด ผมว่าคนทำร้านกาแฟควรยึดเป็นแบบอย่าง โฟกัสว่าจะทำยังไงให้บรรยากาศในร้านดีขึ้น บริการลูกค้าได้เป็นกันเองมากขึ้น ทำกาแฟได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น
อีกอย่าง สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ตะก่อนผมคั่วกาแฟเองเพราะหาคนคั่วกาแฟดีๆ ที่ยอมคั่วให้สดๆ และจัดส่งทีละน้อยๆ ไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้มีเยอะครับ อย่างน้อยตรงนี้ก็เห็นสองคนแล้ว คือคุณวุฒิพรกับผม ถ้าผมได้เจอแบบนี้สมัยก่อน อาจไม่ได้มาคั่วกาแฟเลยก็ได้ครับ
อ้อ เรื่องเกษตรกร ลืมไป
ผมไม่ได้ทราบหรอกครับว่าประเทศต่างๆ อุ้มเกษตรกรของตนอย่างไร ผมพอทราบอยู่สองสามประเทศครับ คือเอธิโอเปีย รวันดา กับเอลซัลวาดอร์
เอธิโอเปียไม่ต้องพูดถึง เพราะเรารู้ดีว่าเป็นต้นกำเนิดของกาแฟ กาแฟสายพันธุ์ที่ดีที่สุดอยู่ในป่าบนเขาในเอธิโอเปีย เรารู้ว่าประเทศนี้อดอยาก เห็นภาพเด็กพุงโลก้นปอดเพราะขาดอาหาร แต่คนปลูกกาแฟใส่สูทเก็บเมล็ดกาแฟสีแดงสด ท่าทางมีความสุข เพราะกาแฟเอธิโอเปียกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่ต้องการของทั่วโลก
รวันดาเป็นประเทศที่เพิ่งผ่านพ้นยุคสงครามล้างเผ่าพันธุ์มาหมาดๆ ผู้คนอดอยากปากแห้งไม่มีอะไรจะกิน บังเอิญว่ามีต้นทุนอยู่คือผืนดินและสภาพอากาศที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟ เขาเลยเริ่มส่งเสริมจริงจัง โดยเอาสายพันธุ์ดีๆ จากเอธิโอเปียที่ได้รับการยอมรับจากมืออาชีพว่าให้รสชาติดีมาปลูก (แม้จะไม่ทนโรคและให้ผลผลิตน้อย) ประกอบกับได้รับความสนใจจากตลาดยุโรป เลยมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ในตลาดโลก
เอลซัลวาดอร์ เป็นประเทศที่เริ่มได้รับความสนใจจากคนคั่วกาแฟทั่วโลก ทั้งนี้เพราะสายพันธุ์ที่คัดเลือกมาปลูกเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับว่าดี หวาน นุ่ม ดื่มง่าย เช่น พาคามารา และเบอร์เบิ้น ประกอบกับกลุ่มผู้ปลูกกาแฟที่รวมตัวกันเป็นปึกแผ่น มีการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพพจน์ของกาแฟจากเอลซัลวาดอร์ดี
ส่วนกาแฟไทย เท่าที่ทราบ สายพันธุ์ที่ส่งเสริมกันคือสายพันธุ์ที่ทนโรค ให้ผลผลิตสูง ผมเคยถามนักวิชาการเมืองไทยว่าทำไมไม่ส่งเสริมสายพันธุ์อื่นๆ บ้าง ท่านตอบว่า จะไปปลูกสายพันธุ์เก่าที่เสี่ยงต่อโรคทำไมในเมื่อมีสายพันธุ์ใหม่ที่แข็งแรง ผมเคยถามอาจารย์ผมที่ต่างประเทศว่าจะทำยังไงให้ปลูกกาแฟสายพันธุ์ที่ดีๆ ได้ในไทย ท่านบอกว่าทำได้ โดยจัดการสิ่งแวดล้อมที่กาแฟอยู่ให้ดี เรื่องน้ำ เรื่องลม เรื่องความชื้น ฯลฯ ถ้าทำได้กาแฟก็ไม่เป็นโรค ถ้าเป็นโรคก็หาทางแก้กันไป แต่การทำแบบนี้ได้ มันต้องใช้คนที่ลึกซึ้งครับ ยอมเหนื่อย ยอมพบกับความผิดหวัง
"ยอมเหนื่อย ยอมพบกับความผิดหวัง"
ชอบเหลือเกินครับประโยคนี้ เพราะตอนนี้พยายาม focus อยู่ครับ
สำหรับผมแล้วผมคงไม่ได้เปรียบธุรกิจของตัวเองกับ stbx โดยตรงเพราะมันคนละสเกลกัน อาจจะคิดเปรียบเทียบบ้างก็คงเป็นแค่รสชาติของกาแฟหรือบริการเท่านั้นเพราะอย่างอื่น stbx ค่อนข้างจะได้เปรียบเราเยอะมากโดยเฉพาะแบรนด์อิมเมจและสถานที่ประกอบการที่เอื้ออำนวยต่อการซื้อโดยที่ผู้บริโภคอาจจะไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงรสชาติมาเป็นอำดับแรกในการซื้อกาแฟเสมอไป ผิดกับทางเราที่ต้องพยายามเสาะแสวงหากาแฟที่ดีมีคุณภาพและมาตรฐานสูงเพื่อมาดึงดูดลูกค้าให้กลับมาใช้บริการกับเรา แรกๆก็อาจจะเหนื่อยหน่อยแต่ในหลายๆครั้งลูกค้าก็ทำให้เรามีความสุขได้ผมจะรู้สึกดีมากทีมีลูกค้าประจำหลายๆท่านที่ยอมขับรถสิบถึงยี่สิบกิโลไปกลับที่ทำงานเพียงเพื่อมาซื้อกาแฟที่ร้านผมอย่างเดียว ส่วนเรื่องทำเลนั้นก็ต้องยอมรับว่าสำคัญมากทุกๆท่านก็คงอยากได้ทำเลในใจกลางเมืองหรือตามตึกออฟฟิศในเมืองแต่ทั้งนี้มันก็ต้องแลกมาด้วยค่าเช่าหรือค่าเซ้งมหาโหดหรือต้องใช้เส้นสายกันอย่างเลือดตาแทบกระเด็น ผมบังเอิญได้เปิดร้านในแถวชานเมืองหรือชนบทหน่อยๆแต่โชคดีที่มีหมู่บ้านระดับบนในละแวกเยอะก็เลยทำให้คิดได้ว่าบางทีการที่เราเป็นหัวหมาก็ดีกว่าเป็นหางมังกร ผมว่ายังมีทำเลดีๆในรอบนอกหรือตามหมู่บ้านอีกเยอะมากที่เราสามารถใช้ข้อได้เปรียบของการเป็นมดตัวเล็กหรืออินดี้สร้าง niche market หรือใช้ geographical advantages เข้าหาลูกค้าได้ใกล้กว่าหรือในจุดที่ยักษ์ใหญ่ไม่ไปเพียงแต่เราต้องพยายามแข่งกับตัวเองและ be the best in your area ที่กล่าวไปก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวนะครับผิดถูกอย่างไรก็ comment ได้เพราะผมเองก็ยังใหม่กับธุรกิจนี้ ส่วนตัวผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการคั่วกาแฟเองถ้าเรามีแค่สาขาเดียว ยิ่งเดี๋ยวนี้บ้านเราเริ่มมี professional micro roaster เพิ่มขึ้นอย่างคุณวุฒิคุณดมหรือคุณบุ๊งที่สามารถคั่วกาแฟคุณภาพมีมาตรฐานให้เราใหม่สดทุกอาทิตย์ในจำนวนที่ไม่ต้องมากนักผมว่าเราโชคดีมากแล้วการที่เราจ่ายแพงกว่าคั่วเองสำหรับผมถือว่าเป็นค่า know how ค่าเสื่อมของเครื่อง ค่าสุขภาพปอดของเราที่ไม่ต้องคอยดมควันกาแฟ ค่าไม่ต้องเสียเวลาของเราและอีกอย่างต้นทุนของกาแฟก็จะแน่นอนไม่ต้องมีสูญเสีย ท้ายสุดผมว่า stbx ก็มีข้อดีอย่างนึงคือทำให้ลูกค้ากล้าจ่ายเงินเป็นร้อยเพื่อซื้อกาแฟเลยทำให้ลูกค้ารู้สึกธรรมดาเวลามาซื้อกาแฟห้าหกสิบบาทที่ร้านเรา ^-^
"ส่วนกาแฟไทย เท่าที่ทราบ สายพันธุ์ที่ส่งเสริมกันคือสายพันธุ์ที่ทนโรค ให้ผลผลิตสูง ผมเคยถามนักวิชาการเมืองไทยว่าทำไมไม่ส่งเสริมสายพันธุ์อื่นๆ บ้าง ท่านตอบว่า จะไปปลูกสายพันธุ์เก่าที่เสี่ยงต่อโรคทำไมในเมื่อมีสายพันธุ์ใหม่ที่แข็งแรง"
That sounds really sad for Thai coffee lovers.
"ท้ายสุดผมว่า stbx ก็มีข้อดีอย่างนึงคือทำให้ลูกค้ากล้าจ่ายเงินเป็นร้อยเพื่อซื้อกาแฟเลยทำให้ลูกค้ารู้สึกธรรมดาเวลามาซื้อกาแฟห้าหกสิบบาทที่ร้านเรา ^-^"
This is the opposite to me. I typically pay "a lot" more to buy Indie coffee, ie 2x, the price I paid for Starbucks coffee. (12 oz Clover coffee from Manic is around CAD3.50 while I think it's around US$2 something for Starbucks drip... Also, HK$14 for a single shot espresso vs. HK$18-20 from Crema Coffee). I think it has a lot to do with our tariff barrier which "distorts" the pricing.
With the 2x price in mind, I expect much more from an Indie cafe than Starbucks. Any mistake/imperfect Starbuck has suddenly becomes beauty of imperfection, considering the price.
ขอเปิดเวทีอภิปรายนะค่ะ อิฉันเป็นคนที่ชอบวิวาทะ เพราะมันช่วยกระตุ้นให้ไฟฟ้าสปาคถี่ทำให้สมองตื่นตัวขึ้น
คุณวุธขาาาาา
ไม่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอีกแล้ว
ประการแรกอิฉันไม่เชื่อเรื่องใครดีกว่าหรือเก่งกว่าโดยการพูดค่ะ ขอ brag หน่อยนึงสมัยอยู่ ม. อิฉันอยู่ในสังคมที่ทุกคนก็คิดว่าตัว
เองเก่งและพยายามทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ข้อนั้น แต่สิ่งที่น่าจะแตกต่างกันก็คือเค้า จะหาจุดขาย หาจุดยืน และหาความเป็นตัวของตัวเองที่ให้โดนเด่นกว่าคนอื่น คนส่วนใหญ่ให้คะแนนกันจากความพยายามในข้อนี้ เค้าถึงสร้างสรรค์ไงคะ brag เป็นคำปกติที่เราใช้กันในเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงดูถูกดูแคลน แต่ในทำนองว่าแสดงให้ดูหน่อยสิ
ทีนี้พอเค้าหาจุดขายตัวเองได้เค้าก็มีความตั้งใจที่มุ่งมั่นมาก วิ่งไปสู่เป้าหมายอย่างอดทน ไม่ข้ามขั้นตอน จะเห็นได้ว่า
งานดีๆที่ออกมา อธิบายโดยใช้พื้นฐานที่แน่นมาก ค่อยๆไต่ไปจากระดับง่ายมากไปจนถึงระดับผลงานที่โดดเด่นเป็น
ตัวของตัวเอง(ไม่ใช่อยู่ๆก็เก่งที่สุดแล้วนะคะ) เค้าไม่เอาชอตคัทอย่างที่เราชอบกัน อิฉันถึงบอกว่าความรู้พวกนี้มันไม่ได้
ลึกซึ้งอะไรเพราะมันจะใหม่และใหม่ออกมาเรื่อยๆ เหมือนการเริ่มจากสีไม้ให้เกิดประกายไฟ เอาไฟมาหุงต้ม ต่อมา
ก็ทำให้อาหารสุกโดยการกระตุ้นโมเลกุลแทน อย่างนี้เป็นต้น ใครบอกว่าใช้ไฟทำให้อาหารอร่อยสุด อิฉันเถียงขาดใจ
เลยค่ะ เพราะมันเป็นแต่ฟีลลิ่งไม่ใช่แฟคท์
คุณวุธลองหาข้อมูลเรื่องปัญญาประดิษฐ์มาอ่านสิคะ จะได้ไอเดียว่าทำไมความรู้ที่คิดว่ายากสามารถถ่ายทอดไปสู่
ระบบได้อย่างง่ายดาย เพราะคนคิดฉลาดสุดๆคะ เอาเรื่องพื้นๆมาเรียบเรียงให้กลายเป็นสิ่งที่สุดๆยอดได้ การเอาความ
รู้ไปต่อยอดทำจากการเน้นพื้นฐานให้แน่นมากๆ (ทำให้การตั้งมาตรฐานเค้านิ่งและชัดเจนไม่แกว่งหรือมีหลาย
มาตรฐาน) เปิดใจกว้างๆใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ดีเก็บข้อมูล และที่สำคัญประมวลข้อมูลอย่างฉลาดๆและอดทนมาก
มาก มาก บางเรื่องใช้เวลามาหลายสิบปีนะคะ เรื่องนิดเดียว ไม่ใช่ป๊อปแป๊ป (ถ้าได้อ่านเรื่องการเอางานจีโนมไปทำ
ต่อจะทึ่งอภิมหาทึ่งจนเลิกกินกาแฟไปเลยทีเดียว LOL)
อย่างนี้ brag คะ ยอมรับ ;-)
ประการที่สอง: ประเทศหรือระบบที่ดีจะสร้างด้วยสันหลังหรือโครงสร้างพื้นฐานนะคะ ไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง ถ้าชน
ชั้นล่างอยู่ได้พอสมน้ำสมเนื้อ จึงค่อยเกิดการพัฒนาค่ะ คุณวูธจะสนใจคนคั่วกาแฟไปมากทำไม เพราะเค้าเป็นคน
กลางทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การมีมูลค่าเพิ่มมากเพราะตลาดยินยอมด้วยเชื่อถือตัวสินค้า หรือเจ้าของ หรือความเชื่อ
สั่งสมกันมาเวลานานก็ดี ถ้าทำได้ก็จะได้แบรนด์ จะได้เพาเวอร์เองค่ะ พวกตั๊มทาว โมก้า อินเทลลิเจนเซีย หรือ อีทีซี
เขาอยู่มานานแล้วนะคะ(พวกนี้อิฉันคิดว่าเค้าขายความยูนีค และมีเอกลักษณ์ในรสชาติที่เป็นตัวของนะคะ เก่งมาก แต่ไม่ได้หมายถึงทุกคนกินแล้ว อืมห์ห์ห์ ชาตินี้ไม่เสียชาติเกิด ไม่ช่ายค่ะ) เค้าไม่ได้เพิ่งสร้างมา บัคส์$ก็เหมือนกัน มันต้องใช้เวลา ใช้เงินลงทุน และกัทค่ะ ที่สำคัญอยู่ในท้องถิ่นจนแข็งแรงแล้วค่อยออกมาเผชิญโลก โดยเฉพาะโลกาภิวัตรนะคะ พวกที่ทำให้เกิดโลกาภิวัตรก็อยู่แถวๆฮอลลีวู๊ดและแมนฮัตตันนั่นแหละ ได้ยินได้ฟังกรอกหูกันอยู่บ่อยจนเชื่อว่าจริง
คนกลางเนี่ยมีแต่กำไรมาก กำไรน้อย สายป่านยาว สายป่านสั้น ไม่เหมือนรากหญ้า เพราะพวกเค้าไม่มีสายป่านเลย
พึ่งพึงดินฟ้าอากาศ โชคชะตา และผู้มีอำนาจซะเยอะ อย่าทอดถอนใจกับพวกเค้ามากขนาดนั้นเลย เราอยู่ในโลกที่
แข่งกับคนที่มีอำนาจกว่าภายนอก เราไม่ได้แข่งกันเอง แต่ควรส่งเสริมกันตามอัตภาพของเราเอง โอ๊ย! เหนี่อยค่ะ
อุดมคตินิยมสุดๆ
กาแฟนอกที่ขายๆกันนั้น อิฉันอยากจะตั้งคำถามนะคะ ว่าถ้าไม่อยู่ในมือเทรดเดอร์เจ้าโคโลนีเก่าแล้ว จะได้ราคาไหม
คนปลูกกาแฟที่ไหนก็แล้วแต่ได้ราคาจากผลงานตัวเองเป็นกี่% ของราคาสุดท้าย อิฉันว่ามูลค่าเพิ่มที่มันเพิ่มขึ้นไปนะ
ขึ้นไปหลายร้อยหลายพัน% ระดับโลกที่ไร่เป็นของกลุ่มธุรกิจ แรงงานระดับ"กรรกร" ยังเป็นแค่แรงงานนรก มูลค่า
ไปที่ไหนละคะ ระดับบ้านเราเล็กๆชาวไร่ขายกาแฟดิบ(จะรวมค่าสีหรือไม่ก็แล้วแต่) ได้ซักกี่สิบบาทกัน จะมีก็แต่
โครงการหลวงละค่ะที่ประกันราคา แล้วกาแฟที่คั่วเสร็จแล้วขายกันเป็นหลักหลายร้อยไม่ใช่เหรอคะ คือถ้าจะถามว่า
แล้วไม่ประกันไอ้ที่ขายไม่ได้ล่ะ เอ๋! อันนี้อิฉันว่าโทษชาวไร่ไม่ได้นะคะ สมมติว่าวันดีคืนดีเค้าจะอัพราคาขึ้นซัก 20-
30% ของราคาเดิมที่เค้าขาย มันก็ยังอยู่ห่างจากราคามูลค่าเพิ่มแล้วหลายร้อย% อยู่ดี
อิฉันรักเมืองไทยมากถึงแม้จะจากไปซะนาน แต่ก็ยอมรับอย่างนึงว่าสังคมเรามีวิธีคิดที่รวบยอดหลายมาตรฐานเกินไป
(อย่างที่พระองค์ท่านเคยให้โอวาท) ถ้าเราไม่โฟกัสจุดยืน หาตำแหน่งที่ยืนแล้วมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ เราก็จะไหลไปตามกระแสโลก ซึ่ง
ผู้ที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่เราแน่นอนค่ะ เราอยู่ปลายปลายน้ำ
เราอย่าเถียงกันเรื่องโคนม หรือคุณภาพของเม็ดกาแฟ ต้นกาแฟอะไรเลยนะค่ะ ขออภัยนะคะคุณชอคโค่วานิลลา จะ
ว่าไปมันมีมากกว่าแค่โคนิวซีแลนด์ หรือกาแฟฮาวาย ดีกว่าโคสระบุรีและดอยไทยนะคะ การสั่งสมความรู้ระดับลึก
ในเรื่องสินค้า หรือการพัฒนาตลาด (ในแง่นี้ตลาดข้าวไทยดูจะเป็นผู้เล่นที่เก่ง ทำไมล่ะคะ เราปลูกมานาน ปลูกเยอะ
มาก หรือเรากินข้าวกันทั้งประเทศหรือเปล่า) การโฆษณา การทุ่มตลาด จิปาถะ มันเป็นแผนยาวหลายสิบปีและโดย
ระดับรัฐนะคะ ไม่ใช่แค่ตามบุญตามกรรมอย่างที่นักการเมืองของพวกเราคิดได้ เราจึงอยู่กันด้วยความเหนี่อยล้า
อย่างที่คุณบุ๊งว่านักวิชาการของเราอ่อนล้ากันเต็มที แต่นะคะ แต่ถ้าจะเดินไปมันก็ต้องกัดฟันกันละคะ คนอื่นเค้าอยู่ที่
ระดับ 5-6 เรายังเริ่ม 1 อยู่เลย ถ้าไม่ขยันมากกว่าเค้าเยอะๆก็ลำบากค่ะ อินเดียเรื่องไอทีเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในเรื่องนี้
เอ้อ! จีนและไต้หวันในเรื่องการพัฒนาสินค้าสินค้าจากการทำโออีเอ็มและก๊อปปี้จนกลายเป็นแบรนด์ก็สุดยอด (แต่นักการเมืองไทยคิดไม่ได้ค้าาาา)
ถ้าเราจะขาดแคลนอะไรละก็ เรื่องไซเนอจี้นี่แหละค่ะ ทุกคนมัวแต่ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ ไม่มีเวลาวางแผนคิดอะไรยาวๆร่วมกัน เฮ้ออออ.....
โห..คุณลิลลี่เรียกลากเสียงจนผมสะดุ้งเลย
ไม่วิวาทะหรอกครับ เพราะเห็นด้วยและเห็นด้วย แต่ถือว่าเสริมข้อมูลจากประสบการณ์ที่ผ่านมาบ้าง
ผมก็ไม่เชื่อว่าใครดีกว่าด้วยคำพูดเหมือนกันครับ และก็เชื่อว่าการทำอะไรให้ลึกซึ้งนั้นไม่มีชอร์ตคัตต้องอาศัยเวลาและการทุ่มเทอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้ความรู้จะต่อยอดกันได้เรื่อยๆ แต่การต่อยอดมันไม่ใช่การชอร์ตคัต ว่าแต่ใครพูดว่าใครดีกว่าใครหรือครับอันนี้ตามประเด็นไม่ทัน
ส่วนเรื่องโครงสร้างราคากาแฟนั้น ส่วนตัวผมอยากกัดฟันบอกว่าผมยินดีจ่ายที่ราคาแพงขึ้นครับ แต่คุณภาพกาแฟก็ต้องดีจริงๆ เอาเงินผมไปแล้วจะเอาไปส่งลูกเรียนเมืองนอกหรือเพิ่มค่าแรงให้กรรมกรนั้นสุดแท้ แต่ย้ำนะครับว่ากาแฟต้องดีจริงๆ ผมจะคั่วและเอาไปพยายามขายครับ ส่งทีละขีดสองขีดจะพยายามทำ ผมจะบวกมูลค่าขึ้นไปแบบไม่เห็นเดือนเห็นตะวันนั้นขอเป็นรางวัลผมเถอะครับ เพราะผมยังไม่รู้เลยว่าผมจะมีชีวิตรอดจากการขายกาแฟแบบนี้ไปอีกสักเท่าไหร่ เชื่อเถอะครับว่าคุณภาพชีวิตของผมไม่ได้ดีไปกว่าเจ้าของสวนกาแฟสักเท่าไหร่เลย
ตัวอย่างที่ดีตอนนี้ผมนึกถึงกาแฟปานามา มีการทำการตลาดจากโรงคั่วที่ชำนาญการตลาด ราคามันเลยไปไกลแบบมองไม่เห็นจริงๆ พอปลายทางดีในที่สุดมันก็กลับไปที่สวน คนคั่วได้รางวัลของเขาไป และชาวสวนก็ได้ด้วย แต่วงเล็บนะครับว่ากาแฟเขาดีจริงๆ
การพัฒนากาแฟไทยนั้นต้องทำกันทั้งระบบ อย่างที่คุณบุ๊งว่าไว้คือโรงคั่วถึงผู้ดื่มปลายทางต้องพัฒนาช่องปาก และย้อนกลับมาจูงใจให้สวนพัฒนา จะอะไรก่อนอะไรหลังเหมือนไก่กับไข่ผมไม่แน่ใจ แต่การปกป้องด้วยกำแพงภาษีอย่างเดียวไม่น่าจะใช่คำตอบ 30 ปีที่ผ่านมาเราทำอะไรหรือยังไม่ได้ทำอะไรบ้าง คงไม่ได้ตอบกันง่ายๆ ในบรรทัดสองบรรทัด แต่ผมคิดง่ายๆ หากระบบทำให้คุณภาพกาแฟไม่พัฒนาอันนี้ถือว่าเป็นเศรษฐกิจไม่พอเพียง ผิดเต็มประตู
ผมไม่สามารถสะท้อนภาพของคนคั่วทั้งโลกได้ แต่เมื่อคิดถึงตัวเองหรือเพื่อนๆ ที่คั่วเป็นอาชีพที่เริ่มด้วยทุนน้อยๆ เหมือนกันอย่างคุณบุ๊ง เวลาจะบอกใครว่า I roast for living มันจุกที่คอหอยครับ นึกถึงตอนที่ต้องสร้างลูกค้าทีละคน โดนตีของกลับ โดนคอมเพลน ต้องกู้เงินมาซื้อเครื่องคั่ว ต้องทิ้งกาแฟที่คั่วผิด(เงินทั้งนั้น)พอจะขอรางวัลด้วยการบวกราคาบ้างยังโดนตำหนิว่า up ซะ ! และต้องเจอกับอะไรอีกหลายอย่าง บางครั้งมันก็ไม่รู้ว่าจะภูมิใจหรือท้อใจดี
ขอโทษคุณบุ๊งที่ประเด็นมันแตกจากหัวข้อไปเยอะนะครับ
This is the opposite to me. I typically pay "a lot" more to buy Indie coffee, ie 2x, the price I paid for Starbucks coffee. (12 oz Clover coffee from Manic is around CAD3.50 while I think it's around US$2 something for Starbucks drip... Also, HK$14 for a single shot espresso vs. HK$18-20 from Crema Coffee). I think it has a lot to do with our tariff barrier which "distorts" the pricing.
With the 2x price in mind, I expect much more from an Indie cafe than Starbucks. Any mistake/imperfect Starbuck has suddenly becomes beauty of imperfection, considering the price.
Hi Bob,
I wish we could do that with the 2x equation but realistically its going to be pretty tough and we may not survive in terms of business wise, as the number of true coffee aficionados like you who are willing to pay that xx price are only a handful at the moment. I have not seen any Indie cafe here that dare to sell higher than Stbx. After nearly 2 years of coffee business I've come to learn that Thai customers are still relatively new to this concept of espresso base drink or even press. The average customer are still somewhat skeptical regarding coffee menu and how a particular coffee menu should be served. You'll most likely hear a customer order an "espresso yen" when you're in a cafe here, its not their fault though, I believe the transition from our national drink "oliang" to the new world coffee is just too rapid for people to catch on as they have too much things to think about in life. The other thing is 90% of all coffee drinks sold here are iced coffee, so this somehow prohibits us to serve quality imported beans or blends as it would be considered too mild or be truely appreciated for the average Thai. Lastly, if our per capita income were higher as in HK or Canada, there might be a chance but with the current situation where the average white collar guy is only making 10-20k, a 90-100 baht espresso would be deemed to expensive, just my 2 cents.
"true coffee aficionados like you"
Definitely not me. I'm just silly in lots of people's eye, paying about Bt200+ per time I visited these Indie coffee places, mostly with 1 latte or cap, the latter in the morning, and one double ristretto/espresso. I only pay around Bt70-80 anytime I visit Starbucks.
Here's my thought.
1) When I found this website, I thought of Thai coffee bean only for Thai Indie cafe. So, it's only fair for me to pay less due to tariff barriers.
2) The decoration and the level of service do not match the large chain, ie what Khun Boong talks about "victim of SBUX's mesmerizing technique" which I don't agree but could apply to some.
3) Since people assume you use local bean with the lower cost decoration (less fancy packaging), it only justifies you to charge them less.
Now, what can we do about it? Instead of marketing yourself as cheaper, why don't you try marketing yourself as an alternative, kinda like Indie in NorthAm? However, you need to have good packaging first which you could only afford if more than one unites. Once the customer is in, let the product prove itself. Just my 2 cents as I know it's easier said than done.
Regarding the coffee business, I heard every coffee participant in Hong Kong complains about the businesses all the time even though they charge more than Starbucks, ie at least 20% more expensive. What I do to help them is to let others know of their existence. Sometimes, I even share the bean I bought from them with my friend (ie out of my pocket) to let my friends know about them. I did it out of my selfishness too so that I don't have to find another roaster for my coffee if they are still in business.
I'll try to drop by all cafe when I'm in town though Khun Boong's location is the most convenient for me. Hope to see him in person this time as last time I was there, I can only enjoy a cup of espresso from Thai bean.
อืม เอาไงดี ผมกลัวว่าถ้าผมพูดต่อ จะไม่ดีต่อเว็บพี่บุ้งยังไงไม่รู้ แต่ผมขอออกตัวก่อนว่าที่ให้เหตุผลข้างบนไป ไม่ได้อคติ หรือสุดโต่งอะไรไปนะครับคราวนี้ขอพูดตอบคุณ Lilly เป็นบางส่วน แต่ผมขออนุญาติไม่วิวาทะนะครับ เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องที่พูด 3-4 วันก็ไม่จบ และส่วนตัวผมไม่ชอบวิวาทะใน internet อยู่แล้วเพราะมันมักจะเกินเลยไม่เหมือนพูดกันตรงๆ เพราะพูดกันตรงหน้าจะยังมีความนอบน้อม ยับยั้งชั่งใจมากกว่าและให้เกียรติกันมากกว่า
จากที่ได้กล่าวไปผมเพียงยกตัวอย่างเฉยๆครับ ไม่ได้ฟันธงอะไรลงไป เรื่องการคั่วคุณ Lilly อาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สามารถคีย์ข้อมูลลงไปได้ แต่อย่างที่คุณ Lilly บอกในเรื่องต่อไปนั่นแหละครับ ว่าการที่จะทำธุรกิจให้มั่นคงอยู่ที่เวลา เค้านั่งพัฒนามานานหลายสิบปี เราเพิ่งเริ่มจะเท่าเทียมได้อย่างไร การคั่วกาแฟก็เช่นกันครับ ไม่ได้สักแต่เอากาแฟมาคั่วให้ได้ตามเวลาที่ต้องการ มันต้องใช้การทดลอง และการพิสูจน์ผลนั่นก็คือการชิม จากประสบการณ์ผมยืนยันเลยครับ ว่าคนๆเดียวกันคั่วหม้อเดียวกันเวลาเท่ากันยังคั่วให้ได้เหมือนกันทุกครั้งไม่ได้ เพราะสิ่งนี้อยู่ที่ประสบการณ์ ไม่สามารถคัดลอกได้ เหมือนทำกับข้าว บอกสูตรบอกอัตราส่วนทั้งหมด ก็ใช่ว่า คนหัดทำกับข้าวจะสามารถทำอร่อยเท่ากุ๊ก รายละเอียดมันมีอีกเยอะ เรื่องแบบนี้ หากไม่ได้จับต้องไม่ได้ลองก็ไม่ทราบหรอกครับว่าเป็นอย่างไร คนขับรถ Auto มาตลอด จะจินตนาการเวลาเหยียบคลัทไม่ได้ คนขับรถธรรมดา(ไม่เร็ว)จะไม่เข้าใจคนขับรถเร็ว(นักแข่งรถ) คนทานแต่กาแฟเย็นจะไม่เข้าใจรสหวานของ Espresso ลูกค้ามอง Barista ชงกาแฟจะไม่เข้าใจทำไมเรื่องมากจัง(ก็กาแฟ shot มันไม่พอดีอ่ะ) แต่พอจะจ่ายตังค์"อะไรฟะป้ายบอกแค่ 50 กว่าบาทคิดค่ากาแฟ 150 ได้ไง"(ก็ที่พี่สั่งมันกาแฟนอก(Blue mountian)นี่คร้าาบ)
ต่อประการ 2 นะครับ ผมชอบมากกับประการนี้เพราะมันโดนใจสุดๆ สถานการณ์บ้านเราก็เป็นประมาณนั้นนั่นแหละครับ เลยทำให้ไร่กาแฟต่างๆ ไม่คิดจะปรับมาตรฐานคุณภาพกาแฟให้ดีขึ้น เพราะพ่อค้าคนกลางเอาไปกินหมด และนั่นคือส่วนใหญ่ แแแแแแแแต่ ก็ยังมีคนส่วนน้อยที่หันหลังให้กับเรื่องแบบนี้อยู่บ้างนั่นก็คือ กลุ่มคนรักกาแฟพวกเรานี่ล่ะครับ เพราะถ้ามีไร่ไหนทำกาแฟคุณภาพสูงออกมา อย่างยากลำบาก พวกพี่ๆของพวกเราจะรีบไปซื้อมาในราคาที่สูงกว่าตลาดทันที(ถ้าของเค้าดีจริงไม่ย้อมแมว) ทุกวันนี้ต้องยอมรับกันก่อนว่า ไม่ใช่พ่อค้าคนกลางเท่านั้นที่เอาเปรียบ ไร่กาแฟก็เอาเปรียบกันได้ เช่น บอกคนซื้อว่า คัดกาแฟแล้ว(แต่จริงๆไม่คัด)เพื่อ อัพราคา หรือ "เนี่ยกาแฟพันธ์ดั้งเดิมเลยนะปลูกยากมาก"(แต่ลองtestดูมันก็เหมือนอันอื่นนี่หว่า)ที่คุณ Lilly ว่าต้องโทษระบบถูกต้องนะคร้าาบ แต่ก็ในเมื่อร้านกาแฟใหญ่ๆ (พ่อค้าคนกลางส่วนมาก)ไม่เดือดร้อน รัฐบาลจะมาแยแสทำไมล่ะครับ แต่พวกเรากลุ่มคนรักกาแฟสิครับลำบาก หากาแฟดีๆก็ยากในประเทศส่วนใหญ่เค้าปลูกๆไปให้เจ้าใหญ่ๆทั้งน้านนน ไม่สนพวกเรื่องมากส่วนน้อยนี่หรอกครับ ทำเท่านี้เงินก็ดีอยู่แล้ว (แต่ขอยืนยันอีกที ว่าเจ้าของไร่กาแฟ ไม่ได้ลำบากเหมือนชาวนา เพราะไอ้กำแพงภาษีนี่แหละ ไม่เชื่อลองมาพิสูจน์ให้เห็นกับตา) เดี๋ยวนี้คนปลูกกาแฟหลายๆเจ้า ก็หัวใส หาคำโฆษณา อัพราคากาแฟตัวเองเยอะแยะครับ(แม้ว่าจะมีความจริงันน้อยนิด) พวกเราเลยยินดีมาก ที่จะให้กำแพงภาษีถูกเปิดออก เพื่อการแข่งขันให้พัฒนาไร่กาแฟตัวเองบ้าง อย่าหยุดนิ่ง แล้วไยเราจึงไม่สนับสนุนคนที่พยายามล่ะครับ(เราไปหาถึงที่ด้วยซ้ำ) แต่หากเจ้าของไร่ยังขายๆไปเหอะอยู่ ผมก็ขอ ลั้นลากับกาแฟนอกคุณภาพดีๆ ดีกว่าครับ
สุดท้ายเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับเรื่องข้างบน ผมอ่านสำเนียงคุณ Lilly แล้วอยากถามจริงๆเลยครับว่า พี่เป็น ซ้อ7 แปลงร่างมาวิวาทะในเว็บ พี่บุ๊งรึเปล่าเนี่ย ครึๆ (ผมรู้สึกว่าคล้ายๆนะ)
ออ อีกอย่างลืมไปเลย ถ้าคุณ Lilly ไม่เชื่อถือ ฝีมือจากคำพูดของคุณวุฒิ ก็ลองมาชิมฝีมือเค้าสิครับ ถึงแม้ผมจะไม่ชอบการบอกว่าตัวเองเก่งจากคำพูด แต่ผมก็ไม่ชอบการดูถูกฝีมือคนอื่นด้วยคำพูดเช่นกัน (อยากให้ลองก่อนค่อยออกความเห็น) ส่วนตัวผมลองแล้วครับ ผมให้ พี่บุ้งกับคุณวุฒิ เป็นมือ 1-2 เลยเอ้าจากเท่าที่ได้ชิมมา(ยังไม่ได้ชิมของคนอื่นมากนัก เลยไม่รู้ว่ามีใครดีกว่าไหมอิอิ) ^_^
เชิญวิวาทะกันเต็มที่เลยครับ เท่าที่อ่านดูก็มันส์ดีและยังอยู่ในประเด็น เพราะอินดี้กับเชนใหญ่ๆ ก็มีปัญหาเรื่องซัพพลายเหมือนกันแต่ต่างกัน ตราบใดที่ยังไม่มี argumentum ad hominem ก็ยังใช้ได้อยู่ครับ
คุณชอคโกเคลือบวานิลลา ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งหรือสองหรอกครับ มันก็แค่คนคั่วกาแฟเพิ่งหัด ใช้เครื่องคั่วกาแฟบ้านๆ สร้างเอง ดัดแปลงแบบจากเครื่องคั่วที่เคยเห็น แต่อาศัยหน้าด้านกล้าทำเว็บไซต์มาพรีเซ้นต์ตัวเองครับ อ้อ คอมเมนต์ท้ายๆ นี่น้ำเสียงคุณรู้สึกจะรุนแรงไปนิดนะครับ เปิดเพลงคลาสสิคพร้อมจิบไวน์ชิลๆ หน่อยก่อนคอมเมนต์ก็ดีนะครับ ;-)
อ่านแล้วเพลินดีนะครับคุณบุ้ง...อยากจะร่วมด้วยแต่อายุมากแล้วใช้พิมพ์ไม่คล่องเลยขออ่านเฉยๆ เพิ่มความรู้ดีกว่า รู้แต่ว่ากาแฟเป็นเรื่องละเอียดมากๆ หยิบตรงไหนมาพูดก็ใช่ทั้งนั้น แต่ถ้าจะต่อภาพใหญ่ให้ครบทั้งขบวนการจะใช่หรือเปล่าขึ้นอยู่กับรายละเอียดปลีกย่อยซึ่ง่แปรเปลี่ยนได้ง่ายมาก คงต้องอธิบายกันยาวมาก ๆ
ฮ่า ฮ่า ฮ่า
อ่านซ้อ 7 เหมือนกันค่ะ คุณชอคโก้ แต่ไม่(คาเฟ)อินขนาดนั้น
แต่อิฉันก็ชอบนะคะที่ได้พูดที่ได้ถกเถียงกัน มันอุดมปัญญาดี ถ้าเปิดใจรับกันได้ คอมเมนต์ต่างๆนี่จริงใจล้วนๆค่ะ เพราะนิสัยและการฝึกฝนเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก อย่าถือสาหาความกันเลย
P.S. กาแฟใครที่ไหนมีคนพูดถึงไปกินกาแฟมาเกือบทุกเจ้าแล้วค่ะ ยิ่งสมัยอยู่ที่โน่นลองมาหลายร้อยตัวละค่ะ พอจะพูดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่บ้ากาแฟสุดๆคนนึงค่ะ ไม่brag นะค
อืม ขนาดนี่โดยส่วนตัว...ไม่ชอบวิวาทะในอินเตอร์เน็ทนะเนี่ย
อ๊าาากกก เริ่มรู้สึกไม่ดีอย่างที่คาดจิงๆด้วย โต๊ดคร้าบ แต่ผมไม่ได้มีน้ำเสียงรุนแรงนะคร้าาาบ ผมเดาไว้แล้วว่าคนที่อ่านอาจจะรู้สึกเช่นนั้น ผมเลยว่า ไม่ชอบพูดในอินเตอร์เน็ตมันอาจจะดูรุนแรงเกินที่ผู้พิมพ์ตั้งใจไว้ตามความมันที่อ่าน แต่ตอนผมพิมพ์นี่ ผมหัวเราะไป ยิ้มไปนะคร้าบบ แบบว่ายอมรับตรงๆว่าใช้คำพูดไม่เก่ง ถ้ามีEmotion มาช่วยอาจจะดู soft ลงได้ แต่จนปัญญา (อย่าถือสาหาความผมเลยค้าบบบ จะพยายามปรับปรุง)
ตอบคุณ Lilly ผมเปิดใจรับอยู่แล้วคร้าาบ ไม่งั้นพูดยาวคงไม่ได้(กลัวเว็บเดือด)อย่างที่บอกไป ผมประสบการณ์ชิมกาแฟยังน้อยนิด ที่ให้อันดับ 1-2 ไปก็เป็นอันดับเท่าที่เคยชิม(เพราะประสบการณ์อันน้อยนิดนั่นเอง)ผมเลยไม่วิจารณ์ที่อื่นที่ยังไม่ได้ชิม (กลัวหุๆ)ในอนาคต อันดับในใจอาจจะเปลี่ยนก็ได้ครับ ยิ่งปัจจุบันได้ลองชิม Single Origin (ชื่อแบรนด์นะครับ)ที่มาโดยตรงจาก ออสเตรเลีย(ยอมรับว่าตกใจชื่อแบรนด์มากๆ)ซึ่งได้ชิมไปหลายตัวแล้วเปลี่ยนทัศนคติไปหลายอย่าง (อยากทราบลองติดต่อ October ดูครับ)ส่วนตัวอยากหาความรู้และประสบการณ์อีกเยอะ แต่สถานการณ์ชีวิตยังไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่นัก
ปล.ตอนนี้เบื่อมากเนื่องจากว่างจริงๆสิงอยู่ October ทุกวันครับ(แต่ก็ดีครับจะได้ทยอยชิม เจ้า Single Oriinให้ครบหุๆ)อิจฉาละซี่ คุณเครมา อิอิอิ
คุณบ๊อบครับ
ราคากาแฟในเมืองไทยค่อนข้างถูกบิดเบือนครับ เนื่องจากกำแพงภาษี ราคากาแฟเอสเพรสโซที่อิตาลีอยู่ประมาณ 45 บาทต่อชอท ในเวียนนาประมาณ 70 บาทต่อชอท สตัมป์ทาวน์ 70 บาทต่อดับเบิลชอท ที่อเมริกากาแฟคั่วขายปลีกอยู่ที่ปอนด์ละประมาณ 400 บาท กาแฟนอกที่อิมพอร์ตมาคั่วในไทยขายแบบไม่ค่อยได้กำไรอยู่ประมาณปอนด์ละเจ็ดร้อย ถ้าขายโดยเทียบสัดส่วนกำไรแบบเมกาจะต้องขายประมาณพันต้นๆ ราคากาแฟไทยคั่วแล้วอยู่ประมาณสี่ถึงห้าร้อยบาทต่อกิโล หรือสองร้อยถึงสองร้อยห้าสิบบาทต่อปอนด์ เราเลยต้องหันมาคั่วกาแฟไทยเป็นหลัก
ที่สำคัญคืออัตราค่าครองชีพกับรายได้ ค่าแรงขั้นต่ำที่เมกาชั่วโมงละห้าถึงแปดเหรียญ ค่าแซนด์วิชโง่ๆ ซื้อที่ซุปเปอร์ราคาประมาณห้าเหรียญ ลาเต้ร้อนสิบสองออนซ์ประมาณสามเหรียญ เลยขายกันกระจายครับ คนทุกระดับชั้นสามารถจ่ายได้ ถ้าเทียบสัดส่วนแบบนี้ ราคากาแฟลาเต้ที่ใช้เบลนด์นอกล้วนๆ ที่ขายในไทยควรจะอยู่ประมาณสิบห้าบาทเท่ากาแฟโบราณครับ
Khun Boong. I am not sure