ความพึงพอใจของลูกค้า

| | Comments (3)
"These are talented people at Apple. They put their hearts and souls into it. I hope you can feel it."

นี่คือประโยคท้ายๆ ของ สตีฟ จอบส์ ใน keynote ที่ WWDC ครั้งล่าสุด เขากล่าวคำนี้พร้อมกับปรบมือให้ทีมคิดค้นและพัฒนา iPhone ตอนเสร็จสิ้นการนำเสนอ 3G รุ่นใหม่กับผู้ชม ผมในฐานะแมคยูสเซอร์ตั้งแต่ปี 1995 นั่งดูตั้งแต่ต้นจนจบก็อดปรบมือไปด้วยไม่ได้

ผมติดใจแมคโอเอสตั้งแต่ช่วง OS 6 ต่อกับ OS 7 เพราะผมเป็นคนค่อนข้างโง่เรื่องคอมพิวเตอร์ และ DOS กับ Windows 3 นี่เป็นอะไรที่เข้าใจยาก แต่แมคกลับทำให้ผมเข้าใจมันในทันทีที่ได้นั่งอยู่หน้าจอ มีไฟล์และแฟ้มวางอยู่บนโต๊ะ ไม่เอาอะไรก็ทิ้งลงถังขยะ เวลามีของในถัง ถังก็จะบวมออกมา ระบบการจัดการ/บำรุงรักษาเครื่องที่คนโง่ๆ อย่างผมเข้าใจได้ง่ายๆ

แม้ iPhone จะประสบความสำเร็จมากสำหรับแอปเปิล แต่ก็ไม่ได้เป็นสินค้าที่สมบูรณ์แบบ แอปเปิลจึงไม่หยุดที่จะพัฒนามันต่อไป เขาสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าว่ายังอยากได้อะไรใน iPhone บ้าง และตอบคำถามมันทีละข้อ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่หรือผู้ใช้ทั่วไป เท่าที่ผมดู เจ้ารุ่นใหม่นี่แก้ปัญหาใหญ่ๆ ของไอโฟนรุ่นเก่าได้อย่างหมดจด แม้กระทั่งเรื่องผิวสัมผัส ความโค้งมน และขนาดรูเสียบหูฟัง

มิน่า จ๊อบส์ถึงบอกว่า I hope you can feel it.
ในฐานะคนคั่วกาแฟและจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะเน้นบรรยากาศให้น้อยที่สุด เพื่อให้คุณภาพของกาแฟโดดออกมา ให้รสชาติของสินค้าเป็นตัวเรียกลูกค้า ผมจะใส่ใจเรื่องภาชนะและการนำเสนอ ถ้วยแบบนี้ เสิร์ฟแบบนี้ บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของร้านแค่ไหน และผมจะใส่ใจเรื่องรสชาติมากเป็นพิเศษ แค่เรื่องคุณภาพน้ำก็เล่นเอามึนไปหลายอาทิตย์ พอเอาเข้าจริงกลับไม่มีคนเข้ามาประสบพบพานกับสิ่งดีๆ เหล่านี้มากพอเพราะตัวร้านมันไม่เชื้อเชิญ ผมรู้สึกเสียใจและเสียดายที่ไม่ลงทุนกับตัวร้านมากกว่านี้เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้ เก้าอี้แบบนี้นั่งสบายไหม ลุกยากไหม นั่งแล้วเท่ไหม โต๊ะแบบนี้เตี้ยไปหรือเปล่า ไฟแบบนี้ทำให้รู้สึกร้อนหรือสบาย เพลงที่จะเปิดต้องเป็นแจ๊ส คลาสสิค ป๊อป หรือตามใจบาริสต้า แม้กระทั่งหน้าตาและความเป็นมิตรของพนักงานในร้านก็มีส่วนเรียกลูกค้าให้เข้ามา "รู้สึก" กับสินค้าของเราได้

สิ่งที่ต้องระวังคือ เราต้องพยายามให้ลูกค้าติดใจในแก่นของตัวสินค้าให้ได้ ผมยึดปรัชญาสามประการของ Slow Food คือ Good, Clean, and Fair ใช้ของดีรสชาติดี ปรุงสะอาดไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และราคาเป็นธรรม(ทั้งซื้อมาและขายไป) ส่วนอื่นๆ ที่ประกอบเข้ามาเป็น Sweet Guilt เป็นเพียงมายา ถ้าเด็กพาร์ทไทม์ไม่อยู่จะมีใครเข้ามานั่งกินไหม หรือถ้าบาริสต้าเปลี่ยนไปลูกค้าจะเปลี่ยนร้านไหม เหล่านี้เป็นปัญหาที่คนเปิดร้านต้องคิด

แม้แอปเปิลจะเป็นบริษัทใหญ่มูลค่าหลายหมื่นล้าน แต่เมื่อเปรียบในตลาดคอมพิวเตอร์หรือมือถือก็ยังจัดว่าเล็กอยู่ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจที่เจาะตลาด niche อยู่รอดก็คือ ต้องรู้ให้ได้ว่าลูกค้าจำนวนน้อยที่เรามีนั้นพอใจในสินค้าหรือบริการที่เราให้ขนาดไหน เราจะเสียลูกค้าไปโดยที่ไม่รู้ว่าเขาพอใจหรือไม่พอใจอะไรอย่างนั้นหรือ แล้วเราจะปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนี้โดยไม่แก้ไขอะไรเลยหรือ

ผมกับเพื่อนๆ หุ้นกันเปิดร้าน sweet guilt มานี่ก็เข้าเดือนที่สี่แล้ว ก็ต้องขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ได้ติชม คำแนะนำของท่านมีค่ายิ่งจริงๆ ครับ ส่วนลูกค้ากาแฟคั่วก็อย่าลืมติชมมานะครับ อยากได้รสชาติแบบไหน มีอะไรต้องปรับปรุง การรับออเดอร์และจัดส่งรวดเร็วหรือไม่ ฯลฯ เขียนลงในคอมเม้นท์เลยครับ จักเป็นพระคุณยิ่ง

3 Comments

skipper said:

ผมอยากให้ร้านเปิดวันอาทิตย์ด้วยครับ

Suksit said:

กำลังพิจารณานะครับ อาจจัด public cupping สำหรับคนทั่วไปในวันอาทิตย์ด้วยครับ เดี๋ยวขอคุยกับ staff ของที่ร้านก่อนนะครับ

boblam said:

Cupping sounds really interesting and should increase the shop profile.

Leave a comment

About this Entry

This page contains a single entry by Suksit published on June 13, 2008 9:05 AM.

ดอกไม้จะบาน was the previous entry in this blog.

สินค้าใหม่แกะกล่อง is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index or look in the archives to find all content.

Recently Commented On

Powered by Movable Type 4.12