อายุการใช้งานของเครื่องชงกาแฟ
คำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดเวลาเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟคือ มีบริการหลังการขายไม๊? อู๊ย เจ้านั้นเค้าเข้ามาเช็คให้ทุกสองเดือนเลยนะ... โอ๊ย เจ้านี้เค้าการันตีช่างถึงที่ในยี่สิบสี่ชั่วโมง... อู๊ย เจ้านู้นเค้ามีทีมช่างที่เก่งที่สุดในประเทศ... ฯลฯ
ส่วนตัวผมว่าช่างที่ดีที่สุดคือบาริสต้าครับ ถ้าบาริสต้าเอาใจใส่เครื่อง ตรวจเช็คทุกวัน เครื่องนั้นจะห่างไกลจากช่างของบริษัทมากทีเดียว ผมลองเสิร์ชดูเกี่ยวกับเรื่องการบำรุงรักษาเครื่องชงกาแฟที่บาริสต้าสามารถทำได้ ก็เจอจากในเว็บนี้ครับ บางอย่างก็ไม่ตรงกับที่เคยได้ยินมา ผมได้พิจารณาแล้วว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงขอเรียบเรียงมาให้อ่านเป็นเวอร์ชั่นของผมแล้วกัน
ส่วนตัวผมว่าช่างที่ดีที่สุดคือบาริสต้าครับ ถ้าบาริสต้าเอาใจใส่เครื่อง ตรวจเช็คทุกวัน เครื่องนั้นจะห่างไกลจากช่างของบริษัทมากทีเดียว ผมลองเสิร์ชดูเกี่ยวกับเรื่องการบำรุงรักษาเครื่องชงกาแฟที่บาริสต้าสามารถทำได้ ก็เจอจากในเว็บนี้ครับ บางอย่างก็ไม่ตรงกับที่เคยได้ยินมา ผมได้พิจารณาแล้วว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงขอเรียบเรียงมาให้อ่านเป็นเวอร์ชั่นของผมแล้วกัน
หนึ่ง คือ ผู้ใช้เครื่อง
สอง คือ น้องน้ำสุดที่รัก
สาม คือ อายุการใช้งานของเครื่อง
ทำไมผู้ใช้เครื่องจึงเป็นตัวแสบอันดับหนึ่ง? เพราะการใช้งานเครื่องแบบไม่แยแส ไม่บันยะบันยัง ไม่เข้าใจวิธีใช้งานที่ถูกต้อง ทำให้เครื่องชงกาแฟเสียหายได้ง่ายที่สุด
บาริสต้าต้องรู้วิธีการใช้เครื่องจากคู่มือ พยายามอ่านคำเตือนในคู่มือ เรียนรู้การทำความสะอาดที่ถูกต้อง บางทีบาริสต้าอยากทำเก่งอวดสาว หรือโกรธใครมา ก็มาโครมครามใส่เครื่องชงกาแฟ หรือการหมุนหรือขยับอะไรเร็วๆ แรงๆ ก็ทำให้เครื่องเสียหายได้ง่าย อย่าเอาของเหลวสารพัดไปไว้บนหลังเครื่อง เช่นซอสชอคโกแลต นมข้นหวานที่เพิ่งเอาออกจากตู้เย็น เพราะของเหลวทำละลายเข้มข้นนั้นอาจหกใส่ชิ้นส่วนต่างๆ และทำให้ชิ้นส่วนเหล่านั้นทำงานผิดปกติไป
เราถูกสอนมาว่าให้ใส่ portafilter ไว้ในหัวกรุ๊ปตลอดเวลาที่ไม่ได้ใช้ แต่ถ้าใส่ไว้แน่นเกินไปก็ทำให้ปะเก็นยางยุบเร็วก่อนเวลา ส่วนเรื่องความสะอาดก็เช่นกัน ถ้าไม่เคยแบ็คฟลัชด้วยผงโจโกลวหัวเหม่งเลยก็จะทำให้วาล์วต่างๆ สกปรกและรั่วซึมได้ง่าย ส่วนถ้าสะอาดเกินไปก็อาจทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ที่ขยับได้นั้นฝืดเกินไป หรือยางปะเก็นที่ไม่เคยทำความสะอาดระหว่างวันเลยนั้น กากกาแฟก็จะสะสมและทำให้น้ำซึมได้ง่าย
ผู้ผลิตเครื่องชงกาแฟนั้นแนะนำให้เปิดเครื่องทิ้งไว้ตลอดเวลา 24 ชม. เขาอ้างว่านั่นจะทำให้ปะเก็นต่างๆ หรือรอยต่อของท่อทองแดงเกิดความเครียดน้อยลง อายุการใช้งานของเครื่องยาวนานขึ้น แต่นั่นก็ทำให้สายไฟกรอบเร็วขึ้นหากเป็นของคุณภาพต่ำ ทนความร้อนได้น้อย
ตัวแสบหมายเลขสองคือ น้องน้ำ เพราะน้องน้ำมักพาเพื่อนไม่พึงประสงค์มาด้วย เช่นฝุ่นผง หรือแร่ธาตุต่างๆ ที่ดีต่อร่างกายแต่ไม่ดีต่อเครื่องชงกาแฟ นอกจากนี้ก็ยังต้องคำนึงถึงรสชาติของน้ำที่มีผลอย่างมากต่อรสชาติกาแฟด้วย ผมแนะนำให้ลูกค้าจัดการระบบน้ำให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก โดยต้องคำนึงถึงระดับแร่ธาตุที่ผสมอยู่ ความสะอาด กลิ่น รส อัตราการไหลต่อนาที แรงดัน ขนาดของท่อ บ่อพัก ฯลฯ หากไม่อยากเสียเงินก้อนโตก็ค่อยๆ จ่ายโดยการซื้อน้ำขวดหรือน้ำถังที่ได้คุณภาพมาใช้ก็ได้
หากเครื่องชงกาแฟและร้านของคุณมีระบบน้ำที่ดี คุณสามารถจัดการล้างตะกรันแบบเล็กๆ โดยไม่ต้องรื้อเครื่องเป็นชิ้นๆ ได้เป็นระยะๆ สักปีละสองครั้ง หากทำตรงนี้ได้ (ประกอบกับคุณภาพน้ำที่ดี) จะทำให้เครื่องชงกาแฟของท่านปลอดตะกรันไปได้หลายปีดีดัก
สุดท้าย... กาลเวลา เครื่องชงกาแฟที่ใช้มานานก็ย่อมเสื่อมสลายไปตามสมควร ไม่มีเครื่องไหนที่อยู่ยงคงกระพัน แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ได้เป็นหลายปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอะไหล่ที่นำมาประกอบกัน ชิ้นส่วนบางตัวก็จะทนกว่าชิ้นส่วนบางตัว บางอย่างถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัยก็ไม่เสีย เช่นแผงอิเล็คทรอนิคส์อยู่ได้เป็นสิบๆ ปีหากไม่โดนไฟกระชากหรือฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา
- ปะเก็นยางหัวกรุ๊ป มีอายุประมาณ 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของยาง ความโหดร้ายของบาริสต้า และความสะอาด
- ตะแกรงฝักบัว (shower screens) มีอายุค่อนข้างนาน ขอให้รักษาให้สะอาด และอย่าขันน็อตแน่นเกินไป
- วาล์วกันสูญญากาศและเซฟตี้วาล์วระบายแรงดันที่ติดอยู่บนบอยเลอร์ รวมถึงเพรสเชอร์แสตท มีอายุประมาณ 3-7 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิ้นส่วนที่เลือกใช้
- ตัวฮีทเตอร์ มีอายุประมาณ 3-10 หากไม่เจอน้ำแห้ง ฟ้าผ่า หรือไฟกระชาก
- หัวกรุ๊ป โดยเฉพาะรุ่น E61 ส่วนใหญ่ข้างในจะเป็นสปริง โอริง ประเก็น ซึ่งจะเสื่อม ล้า รั่ว ในระยะเวลา 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วย ซึ่งสนนราคาค่าอะไหล่ก็ไม่กี่สตางค์
- อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ เช่นกล่องควบคุม โซลินอยด์วาล์ว มีอายุประมาณ 5-7 ปี
- วาล์วท่อสตีมและน้ำร้อน ถ้าไม่โหดร้ายกับมัน เช่น หมุนเร็วเกินไป หมุนแน่นเกินไป จะอยู่ได้ 3-7 ปีเชียว
จะว่าไปแล้ว เครื่องชงกาแฟก็เหมือนกับรถยนต์ หากผู้ใช้ดูแลรักษาอยู่เสมอ เปลี่ยนอะไหล่เล็กๆ น้อยๆ ตามระยะทาง รถยนต์ก็จะอยู่กับเราได้เป็นสิบๆ ปี หากขับแบบเติมน้ำมันกับลมยางอย่างเดียว ออกรถใหม่มาสองสามปีก็จะมีปัญหาแล้ว





เห็นด้วยครับ ส่วนตัวผมไม่เห็นมีความจำเป็นที่ช่างจะต้องเข้ามาเช็คทุกสองเดือนเลยถ้าเราหรือลุกน้องหมั่นทำความสะอาดเครื่องทุกวัน เครื่องเก่าของผมใช้มาเกือบสองปียังไม่เคยกวนใจเลยมีเปลี่ยนยางตรงหัวกรุ๊ปไปครั้งเดียวตอนปีกว่าๆก็ทำเองง่ายๆครับ