ไม่นานมานี้ได้อ่านบทความจาก The Coffee Taster เรื่องเอสเพรสโซที่สมบูรณ์ในแบบฉบับของชาวอิตาเลียน ทำให้นึกถึงตอนที่ได้ดื่มเอสเพรสโซอร่อยๆ ทางอิตาลีตอนเหนือ และได้พิจารณาเทียบกับเอสเพรสโซในแบบที่เคยสัมผัสจากที่อื่นๆ ซึ่งค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร แต่ที่ผมชอบใจคือวลีที่ว่า espresso needs to be a caress, not a punch หรือแปลเป็นไทยคร่าวๆ ว่า เอสเพรสโซจำต้องเป็นการการสัมผัสด้วยความรัก ไม่ใช่กระแทกกระทั้น ซึ่งได้ยึดถือเป็นแนวทางการคั่วกาแฟเอสเพรสโซของเราตลอดมา
กาแฟที่พวกเราขึ้นไปเก็บกันบนดอย ไปลอง process กันเมื่อช่วงวันเด็ก แล้วเอากลับลงมาตากแห้งที่บ้านผม วันนี้พร้อมคั่วแล้วครับ เพิ่งได้โอกาสเอาเครื่องสีกาแฟจากอินเดียออกมาลองใช้ดูวันนี้เป็นวันแรก อะไรๆ ก็ยังขลุกขลักอยู่นิดหน่อยครับ ที่ซื้อเครื่องสีกาแฟตัวเล็กๆ ตัวนี้มาก็เพราะเราอยากรู้ว่า กาแฟที่เก็บไว้ในกะลาหลายเดือนหน่อย เมื่อต้องการจะใช้แล้วค่อยเอาไปสี เทียบกับกาแฟที่สีเสร็จลงมาจากบนดอย เมื่อนำไปคั่วแล้วแบบไหนจะดีกว่ากันในแง่ของรสชาติ ตำราบางเล่มบอกว่าเก็บไว้ในกะลาดีกว่า ผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกว่าสีให้เรียบร้อยไปเลยดีกว่า แต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลสนับสนุนของตนเอง ผมก็ไม่รู้จะเชื่อใครดี เลยตัดสินใจซื้อเครื่องนี้มาลองดูครับ ตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้ แต่ก็ต้องเริ่มเก็บข้อมูลแล้ว เทียบกับเครื่องสีกาแฟที่เราไปเห็นที่ มช. แล้ว ตัวนี้มันจุ๋มจิ๋มมาก เพราะเป็นเครื่องสีขนาดเล็กสำหรับใช้ในห้องทดลองครับ ลูกขัดของเครื่องนี้ข้างในเป็นเหล็กหล่อ เวลาใส่กาแฟกะลาลงไปจะถูกดันไปด้านข้างให้ขัดสีกันเอง แล้วเมื่อกาแฟมากเข้าก็จะดันต้านแรงของลูกตุ้มที่ปิดประตูอยู่ออกมา ถ้าเราปรับให้แรงต้านน้อย silver skin ก็จะติดอยู่มาก ถ้าปรับให้แรงต้านมาก ก็จะขัดเอา silver skin ออกไป ผิวกาแฟก็จะเรียบเงาสวย ซึ่งปริมาณการขัดเอา silver skin ออกไปก็จะมีผลต่อรสชาติกาแฟอีก ใช้งานวันแรกยังปรับอะไรไม่เข้าที่ครับ ก็เลยมีเศษกะลากับที่ขัดไม่ออกติดออกมาด้วย คงต้องใช้งานอีกสักพักถึงจะทราบว่าอย่างไหนเหมาะที่สุดครับ ผมจะคั่ววันสองวันนี้แล้ว รบกวนท่านที่ได้ไปเก็บกาแฟนี้มาช่วยอีเมล์ที่อยู่มาด้วยนะครับจะได้ส่งไปรษณีย์ไปให้ หรือใครจะมารับที่แล็บก็ได้เหมือนกัน หลังเสื้อแดงแยกย้ายกันกลับบ้านคงจะได้ดื่มกันครับ