roasting: March 2008 Archives
ต่อจากที่คุยๆ ค้างกันไว้ในคอมเมนท์ด้านล่าง ผมขออนุญาตตั้งเป็นหัวข้อใหม่เลยแล้วกันนะครับ เท่าที่จับประเด็นได้ มีอยู่สามอย่างที่ได้รับการกล่าวถึง นั่นคือ เอสเพรสโซ โลกของกาแฟในแง่อื่นๆ และธุรกิจ
เอาเรื่องเอสเพรสโซก่อนแล้วกันครับ ผมว่า แต่แรกเริ่มทีเดียวนั้น เอสเพรสโซเป็นวิธีการชงกาแฟที่ต้องการความรู้ความสามารถ เครื่องมือ และเบลนด์ที่พิถีพิถันอย่างมาก อย่างที่เราทราบกันว่าจะต้องมีส่วนประกอบ 4M ในเอสเพรสโซ นั่นคือ เครื่องชง เครื่องบด เบลนด์ และบาริสต้า ซึ่งต้องเตรียมมาอย่างดีให้เหมาะสมกับการชงแบบเอสเพรสโซ (ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับการชงแบบอื่นๆ) วัฒนธรรมการดื่มเอสเพรสโซจริงๆ แล้วเกิดขึ้นในบาร์ (ร้านกาแฟ) ดังนั้น การลงทุนเครื่องมือเครื่องไม้ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า
ในหนังสือ Espresso Italiano กล่าวว่า เอสเพรสโซเป็นสิ่งที่ถูกลอกเลียนแบบมากที่สุด และบ่อยครั้งมักจะได้ผลลัพธ์ที่เลว เขาว่า เอสเพรสโซที่ดีจะต้องมีบอดี้สูง แอซิดิตี้ต่ำ รสหวานนำ รสขมไม่มี ครีมาข้นสีแดงเข้ม และอาฟเตอร์เทสต์ที่งดงามเนิ่นนาน ทำไมต้องเป็นแบบนี้? ผมว่า มันพิสูจน์ตัวเองด้วยกาลเวลาแล้ว ว่าเมื่อรสชาติแบบนี้จะเป็นเอสเพรสโซที่ดื่มง่ายที่สุด ผมเชื่อว่า 99% ของเอสเพรสโซทั้งหมดในเมืองไทยน่าจะเป็นเอสเพรสโซที่ตกจากมาตรฐานไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง เมื่อวัดด้วยมาตรฐานอิตาลี ผมมองว่าเรามีข้อจำกัดหลายอย่างจึงทำให้ไม่สามารถทำเอสเพรสโซที่ดีได้
ทีนี้มาเรื่องกาแฟในแง่อื่นๆ บ้าง ผมพยายามถีบตัวเองและผลิตภัณฑ์ที่ผมทำขึ้นมาอยู่ในมาตรฐาน Specialty ครับ ทีนี้ต้องมาถามกันต่อว่า specialty คืออะไร สำหรับผมมันคือคุณภาพของกาแฟ ในด้านกายภาพจะต้องมีจำนวนเมล็ดที่มีตำหนิไม่เกินเท่านี้เท่านั้น ในด้านรสชาติ ส่วนใหญ่เมื่อชิมแล้วได้คะแนนเกิน 80 ขึ้นไป บางโรงคั่วเข้มกว่านั้น บอกว่าต้องได้คะแนน 88 ขึ้นไปถึงจะซื้อมาใช้ อาจารย์ผมบอกว่า ถ้าได้บราซิลดีๆ มา จะเอามาทำเป็นเอสเพรสโซเบลนด์ก็กระไรอยู่ ยิ่งกว่านั้น จะเอากาแฟแพงๆ อย่าง panama esmeralda หรือ jamaica blue mountain มาเบลนด์ก็จะทำให้เสียของ สู้เอามาดื่มเดี่ยวๆ เป็น Single Origin เลยจะดีกว่า แต่ประเด็นคือ กาแฟเหล่านั้นไม่ได้เหมาะกับการชงเป็นเอสเพรสโซเสียทีเดียว (เหมือนกับกาแฟไทย)
ส่วนตัวผมมองว่าการดื่มกาแฟเพื่อให้เกิดความพึงพอใจนั้นสามารถเป็นได้มากกว่าเอสเพรสโซ กาแฟดีๆ ที่ชงด้วยวิธีการที่เหมาะสมก็จะทำให้คนเรามีความสุขได้ การทำกาแฟสำหรับ drip หรือ press หรือกระทั่ง clover นั้นเป็นเรื่องง่าย ถ้าเรามีกาแฟดีๆ สักตัวหนึ่ง เราก็เอามาชงได้เลย กาแฟตัวนั้นจะเด่นที่แอซิดิตี้ หรือบอดี้ หรืออาฟเตอร์เทสต์ ก็ไม่ใช่ประเด็น แต่เอสเพรสโซต้องใช้ความสามารถมากๆ ในการสรรหาเมล็ดกาแฟคุณภาพดีระดับนึง การคั่วและเบลนด์ที่ทำให้เอสเพรสโซเข้มข้นแต่ดื่มง่าย และที่ำสำคัญที่สุด การชงที่จะดึงเอารสชาติของกาแฟออกมาให้ได้มากที่สุด
ส่วนเรื่อง Clover นั้น ผมคิดว่า Clover มีทุกวันนี้ได้เพราะคนรักกาแฟที่ไม่ได้คิดถึงจุดคุ้มทุน จ่ายเงินหมื่นกว่าเหรียญเพื่อซื้อเครื่องที่ชงกาแฟได้นาทีละหนึ่งถ้วย ช่วยกันเป็นกระบอกเสียงให้กับเครื่องชงกาแฟที่ปฏิวัติการชงกาแฟตัวนี้ Clover มีปรัชญาบริษัทอยู่ห้าคำครับ Coffee. We believe in it. แต่การที่เขาขายกิจการให้ตาบั๊ก ผมคิดว่าปรัชญาก็ไม่น่าเปลี่ยน คือมีห้าคำเหมือนเดิม Money. We believe in it. ผมว่าในแง่ธุรกิจก็ไม่ผิดหรอกครับ สไตล์อเมริกันแท้ๆ เลย แต่มันทำร้ายจิตใจคนรักกาแฟครับ
สุดท้าย ผมมีรูปที่ถ่ายสวยหน่อยของร้านมาลงให้ดูครับ
เอาเรื่องเอสเพรสโซก่อนแล้วกันครับ ผมว่า แต่แรกเริ่มทีเดียวนั้น เอสเพรสโซเป็นวิธีการชงกาแฟที่ต้องการความรู้ความสามารถ เครื่องมือ และเบลนด์ที่พิถีพิถันอย่างมาก อย่างที่เราทราบกันว่าจะต้องมีส่วนประกอบ 4M ในเอสเพรสโซ นั่นคือ เครื่องชง เครื่องบด เบลนด์ และบาริสต้า ซึ่งต้องเตรียมมาอย่างดีให้เหมาะสมกับการชงแบบเอสเพรสโซ (ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับการชงแบบอื่นๆ) วัฒนธรรมการดื่มเอสเพรสโซจริงๆ แล้วเกิดขึ้นในบาร์ (ร้านกาแฟ) ดังนั้น การลงทุนเครื่องมือเครื่องไม้ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า
ในหนังสือ Espresso Italiano กล่าวว่า เอสเพรสโซเป็นสิ่งที่ถูกลอกเลียนแบบมากที่สุด และบ่อยครั้งมักจะได้ผลลัพธ์ที่เลว เขาว่า เอสเพรสโซที่ดีจะต้องมีบอดี้สูง แอซิดิตี้ต่ำ รสหวานนำ รสขมไม่มี ครีมาข้นสีแดงเข้ม และอาฟเตอร์เทสต์ที่งดงามเนิ่นนาน ทำไมต้องเป็นแบบนี้? ผมว่า มันพิสูจน์ตัวเองด้วยกาลเวลาแล้ว ว่าเมื่อรสชาติแบบนี้จะเป็นเอสเพรสโซที่ดื่มง่ายที่สุด ผมเชื่อว่า 99% ของเอสเพรสโซทั้งหมดในเมืองไทยน่าจะเป็นเอสเพรสโซที่ตกจากมาตรฐานไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง เมื่อวัดด้วยมาตรฐานอิตาลี ผมมองว่าเรามีข้อจำกัดหลายอย่างจึงทำให้ไม่สามารถทำเอสเพรสโซที่ดีได้
ทีนี้มาเรื่องกาแฟในแง่อื่นๆ บ้าง ผมพยายามถีบตัวเองและผลิตภัณฑ์ที่ผมทำขึ้นมาอยู่ในมาตรฐาน Specialty ครับ ทีนี้ต้องมาถามกันต่อว่า specialty คืออะไร สำหรับผมมันคือคุณภาพของกาแฟ ในด้านกายภาพจะต้องมีจำนวนเมล็ดที่มีตำหนิไม่เกินเท่านี้เท่านั้น ในด้านรสชาติ ส่วนใหญ่เมื่อชิมแล้วได้คะแนนเกิน 80 ขึ้นไป บางโรงคั่วเข้มกว่านั้น บอกว่าต้องได้คะแนน 88 ขึ้นไปถึงจะซื้อมาใช้ อาจารย์ผมบอกว่า ถ้าได้บราซิลดีๆ มา จะเอามาทำเป็นเอสเพรสโซเบลนด์ก็กระไรอยู่ ยิ่งกว่านั้น จะเอากาแฟแพงๆ อย่าง panama esmeralda หรือ jamaica blue mountain มาเบลนด์ก็จะทำให้เสียของ สู้เอามาดื่มเดี่ยวๆ เป็น Single Origin เลยจะดีกว่า แต่ประเด็นคือ กาแฟเหล่านั้นไม่ได้เหมาะกับการชงเป็นเอสเพรสโซเสียทีเดียว (เหมือนกับกาแฟไทย)
ส่วนตัวผมมองว่าการดื่มกาแฟเพื่อให้เกิดความพึงพอใจนั้นสามารถเป็นได้มากกว่าเอสเพรสโซ กาแฟดีๆ ที่ชงด้วยวิธีการที่เหมาะสมก็จะทำให้คนเรามีความสุขได้ การทำกาแฟสำหรับ drip หรือ press หรือกระทั่ง clover นั้นเป็นเรื่องง่าย ถ้าเรามีกาแฟดีๆ สักตัวหนึ่ง เราก็เอามาชงได้เลย กาแฟตัวนั้นจะเด่นที่แอซิดิตี้ หรือบอดี้ หรืออาฟเตอร์เทสต์ ก็ไม่ใช่ประเด็น แต่เอสเพรสโซต้องใช้ความสามารถมากๆ ในการสรรหาเมล็ดกาแฟคุณภาพดีระดับนึง การคั่วและเบลนด์ที่ทำให้เอสเพรสโซเข้มข้นแต่ดื่มง่าย และที่ำสำคัญที่สุด การชงที่จะดึงเอารสชาติของกาแฟออกมาให้ได้มากที่สุด
ส่วนเรื่อง Clover นั้น ผมคิดว่า Clover มีทุกวันนี้ได้เพราะคนรักกาแฟที่ไม่ได้คิดถึงจุดคุ้มทุน จ่ายเงินหมื่นกว่าเหรียญเพื่อซื้อเครื่องที่ชงกาแฟได้นาทีละหนึ่งถ้วย ช่วยกันเป็นกระบอกเสียงให้กับเครื่องชงกาแฟที่ปฏิวัติการชงกาแฟตัวนี้ Clover มีปรัชญาบริษัทอยู่ห้าคำครับ Coffee. We believe in it. แต่การที่เขาขายกิจการให้ตาบั๊ก ผมคิดว่าปรัชญาก็ไม่น่าเปลี่ยน คือมีห้าคำเหมือนเดิม Money. We believe in it. ผมว่าในแง่ธุรกิจก็ไม่ผิดหรอกครับ สไตล์อเมริกันแท้ๆ เลย แต่มันทำร้ายจิตใจคนรักกาแฟครับ
สุดท้าย ผมมีรูปที่ถ่ายสวยหน่อยของร้านมาลงให้ดูครับ
Continue reading เอสเพรสโซ โลกกาแฟ และธุรกิจ.
การพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟคั่วให้ดียิ่งขึ้นนั้น เราต้องพึ่งเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ พอสมควร และถ้าจะซื้อให้ครบจนเป็นห้องแลบที่สามารถวัดได้ทุกอย่างก็ต้องใช้เงินมหาศาลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องวัดสี เครื่องวัดความชื้น เครื่องวัดออกซิเจน ฯลฯ ด้วยความที่งบน้อยจึงต้องไล่ซื้อทีละอย่าง และซื้ออย่างชาญฉลาดครับ
และล่าสุดคือเครื่องวัดความชื้นของเมล็ดกาแฟดิบที่เพิ่งบินมาจอดในโรงคั่วผมหมาดๆ
และล่าสุดคือเครื่องวัดความชื้นของเมล็ดกาแฟดิบที่เพิ่งบินมาจอดในโรงคั่วผมหมาดๆ
Continue reading ก้าวไปอีกขั้น.
ได้เขียนไปหน่อยนึงเกี่ยวกับโรงคั่วได้รางวัลในอเมริกาที่ปฏิบัติไม่ค่อยดีนักต่อกาแฟดิบ ทำให้พาลคิดไปถึงเทรนด์ใหม่ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในบ้านเรา นั่นคือการคั่วกาแฟในร้านกาแฟ ซึ่งโรงคั่วได้รางวัลรายนั้นก็มีห้องคั่วโชว์ในร้านค้าด้วย
ผมมานั่งคิดว่าผลดีและผลเสียที่เกิดขึ้นจากการคั่วในร้านมีอะไรบ้าง นี่คิดเอาจากประสบการณ์การคั่วกาแฟที่เจอมา ซึ่งไม่ได้คั่วในร้านจริงๆ ดังนั้น พี่ๆ เพื่อนๆ ท่านใดมีเครื่องคั่วในร้านก็นำประสบการณ์มาเล่าแบ่งปันกันได้นะครับ
Continue reading ควรคั่วกาแฟในร้านหรือไม่.




